ฯพณฯ อับดุลอิลาฮ์ บินมุฮัมมัด อัชชุอัยบีย์ อุปทูตซาอุดิอาระเบียประจำประเทศไทย

โดย...มารียะห์ ขัตติยะอารี ผู้สื่อข่าวกิตติมศักดิ์

เป็นความภูมิใจในฐานะคนทำสื่อ ที่กองบรรณาธิการ Berita Muslim Life และข่าวสารมุสลิม ได้รับเกียรติให้เข้าพบ เพื่อ สัมภาษณ์พิเศษ ฯพณฯ อับดุลอิลาฮ์ บินมุฮัมมัด อัชชุอัยบีย์ อุปทูตซาอุดิอาระเบียประจำประเทศไทย 

เพื่อให้ควรค่ากับเกียรติที่ได้รับในฐานะสื่อเดียวมุสลิมที่ได้รับโอกาสนี้ Berita Muslim Life จึงได้เปิดพื้นที่พิเศษ “Exclusive Talk” สำหรับการสนทนาดังกล่าว 

BML :  ซาอุดิอาระเบีย มีโครงการลงทุนในภูมิภาคอาเซียนหรือไม่ อย่างไร?

มีครับ บริษัทสัญชาติซาอุดิอาระเบียหลายๆ บริษัท ได้เข้ามาขยายการลงทุนในภูมิภาคนี้ ยกตัวอย่างเช่น บริษัทอารัมโก้ ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติของซาอุดิอาระเบียเราได้เข้ามาเปิดสำนักงานสาขาในสิงคโปร์ภายใต้ชื่อ อารัมโก้ เอเชีย สิงคโปร์ เป็นหนึ่งในความพยายามขยายธุรกิจในทวีปเอเชีย ซึ่งถือเป็นทวีปที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง และมีความต้องการบริโภคพลังงานเป็นจำนวนมาก 

เท่าที่ข้าพเจ้าทราบนั้น ทวีปเอเชียยังเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทอารัมโก้ ทั้งในส่วนของน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์อื่นๆ โดยมีการส่งออกไปในหลายๆ ประเทศของเอเชีย นอกจากนั้นแล้ว ยังมีโครงการลงทุนในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและโรงแรมในประเทศมาเลเซีย โดยเฉพาะบริษัท คิงดอม โฮเทล อินเวสต์เมนต์ ที่มีเจ้าชายอัลวะลีด บิน ทาลาลเป็นเจ้าของ รวมถึงอีกหลายๆโครงการที่บริษัทเอกชนของซาอุดิอาระเบีย กำลังดำเนินการในหลายๆ ประเทศ



BML :  โครงการเหล่านี้ จะส่งผลอย่างไรบ้างต่อความสัมพันธ์ของซาอุดิอาระเบียต่อภูมิภาคนี้

การที่ภาคเอกชนของซาอุฯ ได้ดำเนินการโครงการต่างๆ ในหลายๆ ประเทศของเอเชียรวมถึงที่อื่นๆ ทั่วโลก เป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นว่าประเทศซาอุดิอาระเบีย มีความสัมพันธ์ที่ดีและแน่นแฟ้นกับประเทศต่างๆ เหล่านี้ และเป็นสิ่งที่เน้นย้ำอีกว่า เรามีความปรารถนาที่จะเพิ่มพูนความร่วมมือกันเพื่อผลประโยชน์ระหว่างซาอุดิอาระเบียและมิตรประเทศต่างๆ เหล่านี้ด้วย

BML :  ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศซาอุดิอาระเบียกับประเทศไทย มีแนวโน้มดีขึ้นหรือไม่ในอนาคตอันใกล้นี้?

ทั้งสองประเทศมีการสถาปนาความสัมพันธ์กันมาอย่างยาวตั้งแต่ปี ค.ศ. 1957 ซึ่งประเทศซาอุฯ เราถือเป็นประเทศอาหรับประเทศแรกที่เปิดสถานทูตในประเทศไทย ที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ ก็เป็นไปอย่างราบรื่นในทุกๆ ด้าน ทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ การค้าหรือวัฒนธรรม ทั้งในระดับรัฐบาลหรือประชาชน แต่ความสัมพันธ์ดังกล่าวก็ได้สะดุดลง เนื่องจากเกิดคดีความและเหตุการณ์ต่างๆ ตามที่ท่านทั้งหลายทราบกันดี อย่างไรก็ตาม เราก็ยังหวังว่าทั้งสองประเทศ จะสามารถแก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่างๆเพื่อให้ความสัมพันธ์กลับมาสู่ปกติและพัฒนาขึ้นในทุกๆ ด้าน 



BML :  ประเทศซาอุดิอาระเบีย เป็นที่ตั้งนครมักกะฮ์ และนครมาดีนะห์ สองศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นศูนย์              รวมความศรัทธา และจิตวิญาณของโลกมุสลิม ทางการซาอุดิอาระเบีย มีการดูแลผู้แสวงบุญชาวไทย อย่างไรบ้าง?

ในฐานะที่เป็นผู้ดูแลสถานที่สำคัญทั้ง 2 แห่งของอิสลาม เรายินดีต้อนรับและบริการพี่น้องชาวไทยมุสลิมที่มาบำเพ็ญฮัจญ์เสมอ ทั้งนี้รวมไปถึงการอำนวยความสะดวกด้านกิจการงานที่เกี่ยวกับมุสลิม สำหรับนโยบายการดูแลผู้บำเพ็ญฮัจญ์นั้น เราพร้อมดูแลประชากรมุสลิมจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกอย่างเต็มที่เช่นเดียวกัน    

นอกจากนั้นแล้ว ทางรัฐบาลซาอุดิอาระเบีย ได้ทำการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและมีการขยายพื้นที่บริการต่างๆ เพิ่มขึ้นเพื่อเป็นการรองรับผู้คนจำนวนมาก ให้ได้รับความปลอดภัย สะดวกสบายในระหว่างการประกอบพิธีฮัจญ์ ขอให้ทุกๆ ท่านเชื่อมั่นว่า จะได้รับการดูแลเป็นอย่างดีในระหว่างที่ท่านพำนักอยู่ในประเทศของเรา

BML :  ในโอกาสนี้ ท่านอยากฝากอะไรถึงพี่น้องมุสลิมในประเทศไทย?

ข้าพเจ้ามองว่า สังคมไทยเป็นสังคมที่เปิดกว้าง ให้เกียรติซึ่งกันและกัน และทุกศาสนาในสังคม สามารถอยู่ร่วมกันได้ไม่แตกแยกกัน ทางการไทย ก็ให้การรับรองทุกศาสนา การนับถือศาสนา เป็นไปอย่างเสรีไม่มีการกดขี่ทางศาสนา ไม่ว่าจะเป็นศาสนาไหนก็ตาม มุสลิมในเมืองไทยนั้น ได้รับสิทธิอย่างบริบูรณ์เกี่ยวกับการปฏิบัติศาสนกิจหรือกิจกรรมทางศาสนาอื่นๆ สิทธิของมุสลิมที่ได้รับ ก็เท่าเทียมกับศาสนิกอื่นๆไม่ว่าจะเป็นสิทธิทางการเมือง ทางการศึกษา การทำงาน การประกอบธุรกิจ การแต่งกาย ข้าพเจ้าก็เห็นว่ามุสลิมไทยนั้นสามารถประกอบศาสนกิจได้อย่างเสรีในมัสยิดต่างๆ 



สามารถแต่งกายได้ตามหลักศาสนาในที่ทำงานหรือโรงเรียน ได้เห็นห้องละหมาดตามที่สาธารณะต่างๆ ข้าพเจ้ารู้จักกับมุสลิมหลายๆท่านที่มีตำแหน่งหน้าที่การงานในระดับสูงในราชการไทย นอกจากนี้รัฐบาลไทยโดยกระทรวงวัฒนธรรมก็เป็นผู้ดูแลผู้แสวงบุญและมีคณะผู้แทนฮัจญ์ที่เป็นทางการ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ เป็นสิ่งที่มุสลิมไทยต้องรู้สึกภูมิใจและรักษาสิ่งเหล่านี้ไว้ตลอดไป 

และต้องใช้หลักสายกลางในการอยู่ร่วมกันกับผู้คนอื่นๆในสังคม และต้องห่างไกลจากความสุดโต่งและแนวคิดรุนแรงหรือก่อการร้าย และเรียกร้องสู่ศาสนาอิสลามสายกลางด้วยวิทยปัญญา ด้วยคำพูดที่มีวิจารญาณ เปี่ยมด้วยความสุขุม สุภาพและมารยาทอันดีงาม

ท้ายที่สุดนี้ ข้าพเจ้าขอส่งความปรารถนาดีให้ประชาชนชาวไทยประสบความสันติสุข ความเจริญรุ่งเรือง และขอเอกอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ประทานพรแด่ทุกๆ ท่าน

หมายเหตุ : บทสัมภาษณ์นี้ เป็นบทสัมภาษณ์เฉพาะผ่านการตรวจทานและได้รับอนุญาตจากสถานทูตให้เผยแพร่ ในหนังสือ ข่าวสารมุสลิม Berita Muslim Life และสื่อออนไลน์ในเครือของ บริษัท แคนดิด มีเดีย จำกัด ขอสงวนสิทธิ์ในการเผยแพร่ต่อ ก่อนได้รับอนุญาต


อ่านต่อ