"ฟิรเดาซ์ ศรัทธายิ่ง คิดแบบโต"

“ไม่ว่าเราตั้งใจจะเขียนเพลงให้มีสาระเท่าไร สุดท้ายก็ไร้สาระ เพราะเรามักต้องพูดเรื่องไร้สาระ เพื่อให้คนเข้าใจสาระ ซึ่งมีความไร้สาระ” คำพูดโดนๆ จากปากของอดีตร็อคเกอร์ชื่อดังของประเทศที่สร้างผลงานคุณภาพประดับวงการเพลงไว้อย่างมากมาย 

วันนี้ไม่มีอีกแล้ว สำหรับ โต ซิลลี่ฟูล หรือณัฐพล พุทธภาวนาที่ทุกคนเคยรู้จัก จะมีก็แต่ “ฟิรเดาซ์” วีรชน ศรัทธายิ่ง คนที่เติบโตอย่างเต็มตัวบนเส้นทางของพระเจ้า 

“คนคิดว่า  ผมหันหลังให้วงการเพลงอย่างกะทันหัน แต่จริงๆ แล้ว ไม่ได้ปุ๊บปั๊บจะเลิก ผมศึกษามา 7-8 ปี ก่อนที่จะตัดสินใจ ผมสนใจเกี่ยวกับการค้นหาสัจธรรมในชีวิตมาตลอด แม้จะเกิดและเติบโตมาในครอบครัวที่นับถืออิสลาม แต่ผมคิดมาตลอดว่า ศาสนาคือสิ่งที่เราต้องเลือก ต้องเลือกด้วยความรู้ จะเกิดมาเป็นเลยไม่ได้ ไม่เกี่ยวกับเชื้อชาติหรือเผ่าพันธุ์ แต่ทุกอย่างอยู่ที่สัจธรรมหรือความจริง พยายามศึกษาแต่ละศาสนา จนสุดท้ายจบลงที่อิสลาม” 

จากการศึกษาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เขาพบว่า อิสลามเป็นศาสนาที่ชัดเจน หาข้อบกพร่องอะไรไม่ได้ จึงตัดสินใจเปลี่ยนแปลงตัวเอง จาก “โต ซิลลี่ฟูล” มาเป็น “ฟิรเดาซ์” จาก “ณัฐพล พุทธภาวนา” มาเป็น “วีรชน ศรัทธายิ่ง”

“ผมเปลี่ยนหมด เปลี่ยนทั้งชีวิต ทั้งชื่อ ทั้งนามสกุล จากชื่อเดิมณัฐพล หันกลับไปใช้ชื่อวีรชน ซึ่งเป็นชื่อตั้งแต่แรกคลอด บางคนอาจมองว่า เป็นลางไม่ดี แต่สำหรับผมแล้วตรงกันข้าม การตายแล้วได้เป็นวีรชน เป็นการตายที่มีเกียรติ ส่วนนามสกุลเดิม พุทธภาวนา มันดูงงๆ นิดนึง ก็เลยเปลี่ยน หลังจากกลับตัวเข้าอิสลาม ก็เริ่มศึกษาดูว่า อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้  ทำอะไรต้องทำให้สุด ถ้าทำไม่สุด มันจะไม่เห็นผล ทำอะไรครึ่งๆ กลางๆ มักจะมีข้ออ้าง พอผมรู้ความจริงว่า มนุษย์มีพระเจ้า ก็เลยเลือกทำตามที่พระเจ้าสั่งให้ครบถ้วนเท่าที่กำลังจะทำได้ อะไรที่ไร้สาระผมเลิกหมด บางคนถามว่า เสียดายไหมชื่อเสียงที่สั่งสมมาในวงการเพลง ตอบเลยว่า ไม่เคยเสียดาย เพราะผมไม่ได้ไปในที่ๆ ต่ำกว่าเดิม แต่กำลังไปในที่ๆ ผมคิดว่า จะทะยานสูงกว่าเดิม”

นอกจากงานด้านการดะวะฮฺ เพื่อสื่อสารคำสอนของศาสนทูต และของพระเจ้าไปสู่มวลชนแล้ว ฟิรเดาซ์ยังมุ่งมั่นกับธุรกิจเนื้อวัวพรีเมียมที่เขาวาดหวังว่า จะเป็นทุนรอนสำคัญที่จะใช้ในโลกนี้และโลกหน้า    

“ได้พูดคุยกับเพื่อนคนหนึ่งชื่อ คุณตาล ก็เลยตัดสินใจเริ่มทำธุรกิจเนื้อวัวคุณภาพดีที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนในเมืองไทย เป้าหมายของผมคือ ทำอย่างไรให้ผมทำมาหากินแล้วมีผลประโยชน์ในโลกหน้า ขณะเดียวกันทำให้ความรู้และผลบุญที่ผมมีเพิ่มขึ้น  ผมก็เลยต้องทำธุรกิจพร้อมๆ กับการพูดเรื่องสัจธรรม เริ่มจากขายเนื้อสด โดยลูกค้ากลุ่มแรกจะเป็นร้านอาหารชั้นนำของประเทศ เป็นเนื้อที่ราคาจับต้องง่าย ทุกคนสามารถทานได้ โดยจะมี 2 โปรดักส์ไลน์ คือ เนื้อวัวที่อยู่ในเมืองไทย นำมาทำ Dry Aging หรือการบ่มซากเป็นเวลา 2 เดือน ทำให้เนื้อมีราคาแพงมาก เพราะจะใช้ได้เพียง 30% ส่วนอีกหนึ่งประเภทคือ เพื่อให้ได้เนื้อราคาที่ถูกลง แต่ได้คุณภาพเนื้อที่ดีไม่แพ้กันคือ เอาวัวเป็นๆ ทั้งตัวมาจากออสเตรเลียมาขุนเพิ่ม และเปลี่ยนกระบวนการกินอาหารและธัญพืชไทย ใครที่ได้ทานเนื้อที่นี่ จะติดใจ แล้วเลิกทานเนื้อที่อื่นๆ เพราะเป็นเนื้อคุณภาพ ไม่มีสารเร่ง และยังฮาลาล เพราะเราควบคุมเองทุกกระบวนการ สำหรับร้าน The Beef Master นั้น ความตั้งใจเดิมเลยคือ ต้องการแค่ให้คนมาลองทานก่อน แล้วค่อยไปสั่งเนื้อที่บริษัทอีกทีหนึ่ง แต่ปรากฏว่า ได้รับความนิยมเกินคาด ถ้าเป็นไปได้ในอนาคต อาจเปิดเป็นสเต๊กเฮ้าส์ ต่อไป

เมื่อมีธุรกิจ ก็ย่อมมีความคาดหวัง แต่ความหวังของฟิรเดาซ์ อาจจะต่างจากนักธุรกิจคนอื่นๆ เพราะเขาเลือกใช้เงินส่วนหนึ่งในการดำรงชีวิตแบบพอประมาณ ส่วนเงินส่วนใหญ่ที่เหลือ ตั้งใจจะนำใช้ในงานเผยแพร่และช่วยเหลือสังคม เพื่อเป็นผลบุญของตัวเอง เขามีฝันที่สร้างตึกใหญ่ๆ เพื่อเป็นจุดศูนย์รวมความรู้ให้คนต่างศาสนิกที่มีความกังขา ได้เข้าใจอิสลาม เพื่อเป็นที่พร่ำสอนคนที่เข้ารับอิสลาม รวมถึงเป็นศูนย์กลางที่คนจนสามารถมาร้องขอความช่วยเหลือ รวมถึง ยังมีความฝันอยากจะซื้อที่แปลงใหญ่ๆ เพื่อผลิตอาหารให้คนจน  

สิบห้าปีที่เตาบัรสู่เส้นทางของพระเจ้า เขายังเชื่อมั่นเสมอว่า ไม่ว่าใครจะมองอย่างไร สำหรับเขา การทำอะไรก็ตาม ต้องทำให้สุด และสุดท้ายของคนที่ทำดี ย่อมต้องได้ดี   

“การเผยแพร่ศาสนาที่ดี ไม่ใช่แค่การพูด แต่ต้องทำให้ดู ผมเชื่อว่า ทำดีต้องได้ดี ทำชั่วต้องได้ชั่ว ส่วนที่บอกทำดีแล้วไม่ได้ดี ผมว่า ยังทำไม่สุด วันหนึ่งถ้าผมประสบความสำเร็จ ผมจะเป็นตัวอย่างให้เห็นว่า การทำดี สุดท้ายต้องได้ดี” ฟิรเดาซ์ กล่าวทิ้งท้าย   


อ่านต่อ