“ปัญหาแต่ละปัญหาจะสอนเรา ถ้าเราข้ามไปได้จะทำให้เราแกร่งขึ้น”

“สุวณีย์(วิยะ) ทิพย์หมัด”  หญิงแกร่ง แห่ง ต.พุมเรียง อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี เธอสามารถพลิกชีวิตและปลดหนี้ให้พ่อได้ภายในเวลาไม่นานนัก  จากจุดเริ่มต้นเล็กๆด้วยการรับซื้อเนื้อปูจากชาวประมงขายส่งให้กับโรงงาน แล้วต่อยอดโดยนำไปบรรจุลงกระป๋อง  ผ่านกรรมวิธิพลาสเจอร์ไรส์ ส่งขายทั่วโลก

ปัจจุบันเธอเป็นผู้ประกอบการอาหารแปรรูปจากปูม้าที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีสินค้าในเครือหลากหลายแบรนด์ในห้วงเวลาเกือบ 2 ทศวรรษ  มีพื้นที่โรงงาน 40 ไร่ พนักงานกว่า 500 คน  รวมทั้งร้านอาหารทะเลฮาลาล “ชาวเลซีฟู้ดส์”

“เมื่อก่อนพ่อนิเป็นพ่อค้าเนื้อและต้องพบกับปัญหาขาดทุน มีหนี้สินเหมือนดินพอกหางหมูตลอด ตอนนั้นนิอายุประมาณ 14-15 ปี นิคิดว่าจะทำยังไงดี ที่ทำให้พ่อเราไม่ทุกข์ เพราะตอนนั้นคนที่เป็นหนี้คือ พ่อ”

“ตอนนั้นนิเรียนหนังสืออยู่ที่สุราษฎร์ฯ นิก็เลยออกจากโรงเรียนมาเรียนภาคค่ำ แล้วก็หาทางส่งเนื้อให้กับพ่อเพื่อที่จะทำให้ธุรกิจดีขึ้นและหมดหนี้หมดสิน แต่สุดท้ายไม่ประสบความสำเร็จ”

ครั้งหนึ่งเธอได้เปิดหน้าต่างเห็นพ่อเชือดเนื้ออยู่ แล้วก็มองไปบนท้องฟ้า ซึ่งทุกวันนี้ยังจำความรู้สึกนั้นได้ แล้วกล่าวอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ว่า ขอให้ได้งานใหม่เถอะ ไม่อยากทำเนื้ออีกแล้ว

เช้าวันรุ่งขึ้นเธอจึงได้ไปติดต่อร้านค้าปลากระบอก เพื่อเปลี่ยนมาขายปลาแทน ปรากฏว่าสำเร็จและหลังจากนั้นได้ไปบอกกับพ่อว่าไม่ขอทำเนื้ออีกแล้ว ด้วยเพียงอายุ 15 ปี เธอพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างให้พ่อ เพื่อที่จะให้พ่อหมดทุกข์

“หนี้สินก็ยังไม่หมดนะคะมันทรมาน  เราไม่อยากตื่นเลยค่ะ เพราะว่าเราต้องมาพบกับเจ้าหนี้ พอนิได้ขายปลาก็อัลฮัมดูลิลละฮฺ ทุกอย่างดีขึ้น ได้รายได้ก้อนแรก 2,200 บาทต่อวัน นิยังจำความรู้สึกได้ค่ะ”

“นิไปทำเรื่อยๆ จึงเริ่มมีประสบการณ์  ต่อมาก็ขยายจากปลาเป็นปูด้วย คิดว่าเราน่าจะมีอนาคตที่ดี และทำให้พ่อหมดหนี้สินได้ ก็เลยหันมาซื้อปูด้วย แต่ตอนนั้นก็โดนกีดกันหลายอย่าง”

“นิไปติดต่อหลายโรงงานแต่โดนปฎิเสธทุกครั้ง เพราะว่าเขามีลูกค้าเดิมอยู่แล้ว ทำให้เขาไม่ซื้อรายอื่น แต่นิก็พยายามเอาคุณภาพให้เขาดู แล้วก็พยายามติดต่อและไม่หยุดที่จะเดินต่อ จนเขาติดต่อกลับ” 

“เขาซื้อถูกแล้วก็บีบราคามาก แต่ก็เอาคุณภาพมาสู้ค่ะ  ตอนนั้นไม่นึกถึงกำไรเลย นิอยากให้เขาเห็นว่า ปูที่มีคุณภาพกับปูที่ไม่มีคุณภาพมันแตกต่างกัน  จนเขายอมรับนิ”

“หลังจากนั้นพ่อค้าที่กรุงเทพฯเขาช่วยเหลือค่ะ ก็ให้เงินทุนนิมา 200,000 ตอนนั้นไม่เคยเห็นหน้ากันโทรศัพท์คุยกัน แต่ความพยายามที่ทำทุกอย่างให้เขาเห็นว่าเราซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา นิก็ได้เงินก้อนนั้นมาหมุน แล้วก็มาทำต่อๆ มา ก็มาเจอปัญหาอีก”

“พอเราเข้าโรงงานได้หลายๆ โรงงาน บางช่วงเขาก็ไม่รับซื้ออีก เพราะว่าของล้นตลาด ก็มาถึงจุดที่ว่าทำยังไงก็ได้ให้สต็อกสินค้าได้ รักษาคุณภาพปูเหมือนเดิม แต่ว่าเก็บได้นาน ไม่ต้องแช่แข็ง ก็เลยมาเป็นปูพาสเจอไรส์ยี่ห้อนี้ค่ะ

“ตอนนี้นิมีทั้งหมด 5 บริษัทค่ะ บริษัทแรกเป็น บจก.วิยะอินเตอร์เครป 2003 เป็นบริษัทที่ส่งในประเทศ ขายในประเทศ รวมทั้งโรงงานต่างๆ ที่ส่งออกอีกทีหนึ่ง  แต่ว่าพอนิเจอปัญหาหลายๆอย่าง ไม่ว่าจะเป็นของล้นตลาด แล้วทางลูกค้าจะปฎิเสธการรับซื้อ ทำให้นิคิดว่าจะต้องข้ามปัญหาไปให้ได้  เราจะทำอย่างไรให้เราเก็บได้นาน จะทำอย่างไรให้เราได้สต็อกของเวลาที่มีของล้นตลาด แล้วเราจะต้องช่วยเรือที่ออกจับมาขาย เราต้องซื้อให้หมด เราจะผลักลูกค้าไม่ได้”

 “ด้วยเหตุผลดังกล่าว ก็เกิดมาเป็นบริษัทที่ 2 บจก.วิยะเครป​โปรดักส์ ขึ้นมา จะทำเกี่ยวกับการสต็อกสินค้า ทำพาสเจอร์ไรส์ หมายถึงการฆ่าเชื้อให้เนื้อปูมีรสชาติ ความหวาน สดเหมือนเดิม”

 “การทำพาสเจอร์ไรส์จะทำให้เนื้อปูยังรสชาติเหมือนเดิม แต่ว่าความหวานความสดจะเหมือนเราแกะมาใหม่ๆเลย ปูวิยะเครปส่งออกให้กับทั่วโลกเลยคะ มีหลายประเทศ แถบยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง เอเซีย แล้วก็ภายในประเทศด้วยค่ะ”

“ต่อมาเมื่อเราเจอปัญหาเกี่ยวกับน้ำแข็งสกปรก  ถ้าเราซื้อข้างนอกกันนะคะ เวลาเราส่งออก เราจะเจอกับการตรวจเชื้อ และขั้นตอนในการตรวจจะทำให้เราเสี่ยงที่จะทำให้ของโดนรีเจ็ค”

“ก็เลยคิดว่า เราสมควรที่จะมีโรงน้ำแข็งเองเพื่อที่ให้สะอาด ให้ถูกสุขลักษณะ ให้ผ่านการรับรอง ก็เลยมาเป็นบริษัท ที่ 3 หจก. โรจน์วัตสันต์  ทำน้ำแข็งผลิตเพื่อส่งให้กับ วิยะเครป วิยะอินเตอร์ รวมทั้งชาวบ้าน ร้านอาหาร ร้านค้าในหมู่บ้านด้วย”

“ส่วนบริษัทที่ 4 บริษัท วิยะโฟรเซ่นฟู้ดส์ จำกัด ซึ่งจะทำปูนิ่มด้วย หมายถึงว่าเรามีฟาร์มเอง เราซื้อปูทะเลมาอยู่ในฟาร์มแล้วก็ให้ลอกคราบ เขาก็จะนิ่มถ้าไม่โดนน้ำเค็มต่อ เราต้องแช่แข็งและเราไม่สามารถทำอย่างอื่นได้ ไม่สามารถพาสเจอไรส์ได้ ก็เลยกลายเป็นบริษัทวิยะโฟรเซ็นฟู้ด ทำปูนิ่มเป็นหลัก แช่แข็งเป็นหลัก”

“บริษัทที่ 5 คือ บริษัท ​ชาวเลซีฟู้ดส์​ จำกัด เพราะว่าเราส่งอาหารให้กับลูกค้าในกรุงเทพ ปริมณฑลและต่างจังหวัดมาประมาณ 20 กว่าปีแล้ว นิเองอยากให้ลูกค้าได้ทานของสดและได้ทานซีฟู้ดฮาลาล ลูกสาวก็เรียนfood scienceอยู่ที่กรุงเทพก็เลยให้เขาเริ่มทำธุรกิจจึงมาเป็นร้านชาวเล ซีฟู้ดส์"

“เราต้องถามตัวเองก่อน ว่าเรารักอะไร เราชอบอะไร เราอยากทำอะไร ถ้าเราได้คำตอบตรงนั้นแล้ว พยายามตั้งเป้าหมาย แล้วก็เดินหน้า อย่าหยุด อย่ายอมแพ้”

“ปัญหาแต่ละปัญหาจะสอนเรา ถ้าเราข้ามไปได้ จะทำให้เราแกร่งขึ้นจะให้เรามีประสบกาณ์ขึ้น นิคิดว่าถ้าเรามุ่งมั่นกันจริงๆ ขอดุอาอฺแล้วก็ตั้งใจจริงๆ นิว่าประสบความสำเร็จค่ะ"     สุวณีย์ ทิพย์หมัด  กล่าวทิ้งท้าย

อ่านต่อ