ย้อนรอยกลุ่มชนมุสลิมในอดีตของไทย

ประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่เรียกว่าข้อเท็จจริง นั่นหมายถึงมันมีทั้งข้อที่เป็นเท็จและข้อที่เป็นจริง หากอยากรู้ว่าอะไรเท็จอะไรจริงก็คงต้องออกเดินทางค้นหา แต่แน่นอนว่าพวกเราทุกคนไม่ใช่คนที่อยู่ในจุดนั้นไม่อาจรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับการจดบันทึกต่างๆ นั้นพ้องตรงกันหรือไม่

ทว่าถ้าอยากรู้ต้นสายปลายทางของตัวเองก็คงต้องค้นคว้ากันหนักหน่วงเสียหน่อย ศุกรีย์ สะเร็ม ก็เป็นอีกหนึ่งนักประวัติศาสตร์ชุมชนที่สนใจเรื่องราวประวัติศาสตร์รอบกาย ไม่เว้นแม้แต่ประวัติศาสตร์อิสลามในไทย หากคุณเป็นหนึ่งคนที่สนใจและสับสนว่าแท้จริงแล้วมุสลิมชนกลุ่มแรกที่เข้ามาในสยามเป็นชนกลุ่มใด นี่อาจเป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่พอจะทำให้คุณได้เรียนรู้มากยิ่งขึ้น

ความเป็นมาของกลุ่มชนมุสลิมในไทย

บางคนอาจเคยได้ยินว่าชนมุสลิมกลุ่มแรกที่เข้ามาในไทยเป็นเปอร์เซียเพราะยึดจากท่านเฉกอะหมัด ว่าเป็นจุฬาราชมนตรีคนแรก และบางคนก็เล่าว่าเป็นมลายูต่างหาก อาจารย์เล่าจากที่ศึกษามาพร้อมกับหลักฐานต่างๆ ที่นำมาเพื่ออ้างอิงได้ความว่า แรกเริ่มเดิมทีเมื่อ1,200 ปีก่อนมีกองเรือของอาหรับเดินทางผ่านแหลมมลายูเพื่อไปค้าขายกับหัวเมืองในลุ่มน้ำเจ้าพระยา บ้างก็ไปเมืองจีน และทางกรมศิลปากรได้ขุดพบเรือลำนี้ที่มหาชัย ถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญและเก่าที่สุดในภูมิภาคอุษาคเนย์

รวมถึงจากที่อาจารย์ได้ทำวิจัยกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกี่ยวกับเรื่องกลุ่มชาติพันธุ์มุสลิมในประเทศไทยจากกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ พบว่ามีถึง 7+1 กลุ่มชาติพันธ์ เช่นกลุ่มมุสลิมเชื้อสายจีนสมัยเจิ้งเหอที่เข้ามาตั้งแต่ 600 ปีที่แล้ว ต่อมาก็จามปาหรือแขกจาม(ประชาคมของมุสลิมที่อยู่ในเวียดนามใต้ก่อนย้ายมาเขมร) ที่เข้ามาในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ(แห่งกรุงศรีอยุธยาตอนต้น) ประมาณ 600-700 ปีเช่นกัน และมลายูในนูซันตารา

แต่หลายคนอาจเห็นว่าไทยส่วนมากจะรับอิทธิพลจากมลายูมาเสียส่วนใหญ่ ด้วยความที่มลายูนั้นได้แผ่ขยายไปอย่างกว้างขวางจากการค้าขาย การเดินทางแสวงหาโอกาส ตั้งแต่เกาะกวมกลางแปซิฟิก ทางจีนตอนใต้ ไปจนถึงแอฟริกาแถบเกาะมาดากัสการ์ ที่เรียกว่านูซันตารา”โลกมลายู”  นั่นทำให้คาดการณ์จากหลักฐานว่าชาวมลายูเป็นชนกลุ่มแรกๆ ที่นำศาสนาอิสลามที่ชาวอาหรับ อินดียเข้ามาผ่านอาเจะฮ์ แหลมมลายูและตั้งชุมชน ได้เพิ่มจำนวนขึ้นด้วยการเข้ามาอีกหลายระลอก ทั้งเข้าทำการค้า รับราชการ แต่งงานกับชาวสยาม     และการอพยพจากสงครามเมื่อครั้นสยามลงไปทำสงคราม 9 ทัพ และลงไปช่วยสงครามบริเวณถลางจนถึงแถบหัวเมืองปัตตานี ไทรบุรี กลันตัน ตรังกานูในการศึกต่อมา ก่อนจะต่อด้วยชาวมะหง่ล จากเอเชียใต้หรืออินเดียที่เข้ามาในสมัยกรุงศรีอยุธยา ประมาณ 500-600 ปีนั่นเอง

และหากเชื่อว่าท่านเฉกอะหมัด จากสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นชาวเปอร์เซีย ทว่ามีหลักฐานบันทึกที่พูดถึงมุสลิมในอาณาจักรสยาม สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (กรุงศรีอยุธยาตอนต้น) กลุ่มมลายูและจามเข้ามาก่อนท่านเฉกอะหมัดแล้วเป็นร้อยปี และล่าสุดพบหลักฐานในหนังสือศิลปวัฒนธรรมได้มีการพูดถึงเรื่องประชาคมมลายูในสยามว่า “มลายูมีอยู่ก่อนสยาม” นั่นอาจหมายความว่ามลายูเป็นอาณาจักรเก่าแก่พันปีเดินทางขึ้นมาถึงเพชรบุรี เรียกได้ว่าชนชาวมลายูเป็นเจ้าถิ่นสุวรรณภูมิก็ว่าได้    

ภายหลังจากจีน จาม มลายู อินเดียและเปอร์เซีย อีกกลุ่มชนที่สำคัญนั่นคือชาวออตโตมันหรือเติร์ก ซึ่งเป็นอาณาจักรอิสลามในประเทศตุรกี ได้มีการแผ่ขยายเข้ามาในโลกอาหรับและโลกมลายูด้วย มีหลักฐานเก่าแก่กว่า 500 ปีจากสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช แห่งกรุงศรีอยุธยาตอนต้น และหากสืบค้นลงไปอีกก็จะพบเยอะมากที่อ้างอิงถึงชนกลุ่มนี้ อย่างมัสยิดกรือเซะที่มีสถาปัตยกรรมแบบออตโตมันอีกด้วย ในบันทึกก่อนเสียกรุงฯ ครั้งที่ 1 บันทึกโดยเฟอร์นัน เมอเดส ปินโต ชาวโปรตุกีสว่า ในเกาะกรุงศรีอยุธยามีมัสยิดอยู่ถึง 7 แห่ง และยังมีประชาคมมุสลิมประมาณ 3,000 ครอบครัว ทั้งหมดนั้นเป็นชาวตุรกีและอาหรับ

ที่มาของคำว่าแขก

คำว่าแขกนั้นเป็นคำเก่าที่หมายถึงชาวต่างชาติที่มาจากฝั่งตะวันตกของสยาม มีการเรียกมาตั้งแต่สมัยพราหมณ์ พุทธและมาถึงมุสลิม และช่วงที่สยามอยู่ในยุครุ่งเรืองตรงกับยุคที่เอเชียใต้เป็นอาณาจักรอิสลามแห่งโมกุลหรือแขกมะหง่ล ชนกลุ่มดังกล่าวเข้ามาในช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยาซึ่งพวกเขาจะถูกเรียกว่าแขก แต่หากว่าไม่ได้มีการระบุว่าเป็นพราหมณ์ก็สามารถนิยามระบุได้ทันทีว่าหมายถึงมุสลิม เพราะคำว่าแขกในสมัยอยุธยาจะหมายถึงมุสลิมเป็นหลัก และแน่นอนว่าถ้าทิ้งคำว่า”แขก” ที่หลายคนฟังดูหงุดหงิดใจในบริบทแห่งประวัติศาสตร์ไทย เราก็จะทิ้งประวัติศาสตร์มุสลิมไทย คนแขก ขุนนางแขก เจ้าพระยาจักรีแขก ไปโดยปริยาย

บทบาทของชนกลุ่มมุสลิมในไทย

มุสลิมแทบทุกกลุ่มชนที่เข้ามาในสยามนั้นจะทำการค้าขาย เป็นกองกำลังอาสา และงานในราชสำนัก อย่างเช่นเมื่อครั้นเสียกรุงครั้งที่ 1 กินระยะเวลาถึง 15 ปีนั้น สมเด็จพระนเรศวรมหาราชก็ได้นำคนต่างชาติทหารอาสาเข้ามาทำนุบำรุงชาติ ทั้งขุนนางจากจีน ขุนนางฝรั่ง และขุนนางแขก(มุสลิม) รวมถึงการเป็นทหารรักษาพระองค์

และแม้ว่าจะมีหลักฐานถึงมุสลิมจีน จาม หรือชาติอื่นที่เข้ามาไทย ทว่าการเข้ามาของชาวมลายูนั้นกลับชัดเจนและมีอิทธิพลกับสยามมากที่สุด ไม่ว่าจะเรื่องของศาสนา วัฒนธรรม และภาษา ในช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยาราว 500ปีนั้นก็มีการใช้ภาษามลายูเป็นสื่อกลางการค้าขายในแถบภูมิภาคนี้ ทำให้วิถีชีวิตต่างๆ มีความทับซ้อนและเกี่ยวข้องกันอยู่หลายส่วน

ทั้งหลายทั้งมวลที่ประวัติศาสตร์ได้ทิ้งร่องรอยเอาไว้นับเป็นความน่าสนใจและแสดงให้เห็นถึงความกว้างขวางของศาสนาอิสลามที่แผ่ขยายไปทุกพื้นที่ไม่แม้แต่ในสยามหรือไทยเท่านั้น เรียกได้ว่าอิสลามได้กระจายสู่ทุกประเทศทั่วโลก

อาจารย์ศุกรีย์ได้ฝากทิ้งท้ายเอาไว้สำหรับใครที่สนใจอยากศึกษาความอัศจรรย์ของประวัติศาสตร์ สิ่งสำคัญคือต้องจัดลำดับความสัมพันธ์ของเรื่องราวต่างๆ ให้ได้และอ่านหนังสือให้เยอะ อ่านให้มาก ฟังให้มาก เพราะการขีดเขียนเส้นทางของประวัติศาสตร์นั้นไม่มีทางที่จะมีแต่เพียงประวัติศาสตร์กระแสหลักหนึ่งเดียว โดยมิต้องฟังเสียงและข้อบันทึกจากชุมชนอย่างแน่นอน

อ่านต่อ