วัยรุ่นหลังเลนส์

ทุกคนย่อมเคยผ่านช่วงเวลาวัยรุ่นหรือช่วงวัยที่เขาเรียกกันว่าหัวเลี้ยวหัวต่อมาเพราะชีวิตเกิดทางเลือกสำคัญ หลายคนมองไม่เห็นปลายทาง มองไม่ออกว่าจะเดินต่อไปอย่างไร ไม่ทันได้ค้นหาตัวเองก็เจอทางแยก ซ้ำร้ายก็เจอทางตันแต่หากว่ายังมีสักวินาทีที่คิดว่ามันอาจจะยังทัน เหมือนอย่างเขาคนนี้ ดิษยนันท์ บุญประสิทธิ์ หรือบัสตี นักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ ชั้นปีที่ 4 ช่างภาพแฟชั่นอิสระรุ่นใหม่ไฟแรง

Q: เล่าให้ฟังทีว่าเริ่มมาจับกล้องถ่ายรูปได้อย่างไร

ย้อนไปประมาณ ม.4 ผมค่อนข้างเป็นเด็กที่ก้าวร้าวเกเร ยอมรับเลยว่าไม่อยากไปเรียน เราไม่มีความสุขในการเรียนเลย แม้กระทั่งว่าออกจากบ้านก็พยายามที่จะไปสายหรือโดดเรียน อันนี้มะไม่เคยรู้นะแต่ก็จะรู้ตอนนี้แหละ (หัวเราะ)

แต่จำได้ว่ามีผู้ใหญ่คนหนึ่งพูดว่า ถ้าไม่ตั้งใจเรียน โตมาจะไม่ได้งานดี ๆ ทำนะ ทำให้รู้สึกว่าอยากทำอะไรที่สามารถลบคำสบประมาทนั้นได้ ช่วงนั้นเป็นงานกีฬาสีพอดี เราก็เลยไปบอกป๋า (พ่อ) ว่า “ป๋าขอยืมกล้องหน่อยจะไปถ่ายงานกีฬาสี  ป๋าพูดกลับมาคำเดียวเลยว่า เอาไปสิ”  หลังจากนั้นมาก็คือเราก็ถ่ายรูปตั้งแต่นั้นมาตลอด

Q: ทำไมถึงหลงใหลโลกหลังเลนส์

ไม่กล้าใช้คำว่าหลงใหล ใช้คำว่าชอบดีกว่า  ผมชอบการถ่ายรูปเพราะการถ่ายรูปมันเหมือนว่า เราสามารถหยุดภาพตรงนั้นในแบบของเราได้ สามารถสร้างรูปหนึ่ง สามารถสร้างคำอธิบายอะไรก็ได้ในรูปนั้น สามารถโกหกอะไรก็ได้กับรูปภาพนั้น มันจะสวยไม่สวยมันก็คือเรา เสน่ห์ของช่างภาพก็คือตรงนี้ เราสามารถสร้างสิ่งที่สวยงามได้ด้วยตัวเราเอง

Q: กล้องตัวแรก

ถ้าในการทำงานจะเป็นกล้องป๋าคือ Sony A77 เป็นกล้อง DSLR ของ Sony แต่ถ้าเป็นกล้องที่ซื้อเองตัวแรกจะเป็นกล้องฟิล์ม Nikon FM2 ตัดสินใจซื้อมาตอนประมาณ ม.6 กล้องฟิล์มมันสนุกตรงที่ว่าเมื่อถ่ายไปแล้วเราจะไม่เห็นรูป ต้องเอาไปล้างก่อน อีกอย่างคือผมชอบสีกับการเป็นความคลาสสิกของกล้องฟิล์ม

Q: จะฝึกเล่นกล้องต้องทำอย่างไร

ผมมองว่าการฝึกฝนมันไม่ใช่แค่การฝึก อยู่ที่เราทำน้อยทำมากและทำยากหรือทำง่ายแค่นั้น  ถ้าเราทำน้อยมันจะเหมือนว่าเราไม่ได้ฝึกฝน แต่ถ้าเราทำมากแล้วเราก็ทำยากด้วยนะ เน้นว่าเราทำยากให้ทุกงาน เราจะได้ฝึกฝนในทุก ๆ งาน  ถ้าคุณทำก็คือคุณได้ แต่ถ้าคุณไม่ทำก็คือคุณไม่ได้ มันอยู่ที่ว่าคุณพร้อมจะเรียนรู้ พร้อมที่จะทำมันมากน้อยแค่ไหน

Q: งานแรกที่รับ

ได้โอกาสจากผู้ใหญ่ในบ้านหรือยีโก๋ครับ ให้ผมไปถ่ายงานรับปริญญาของหลานสาว ซึ่งตอนนั้นผมไม่ได้คิดว่าผมมีฝีมืออะไรทั้งสิ้น แต่มันเป็นแบบโอกาสที่ดี ญามาอะห์ที่ดีคอยช่วยเหลือให้โอกาสกันตลอด ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี

Q: มีผลงานอะไรที่ผ่านมาแล้วรู้สึกชอบอยากเล่าให้ฟังบ้าง 

เป็นผลงานอันล่าสุดที่ไปถ่ายมาชื่องานว่า Fashtag เป็นแฟชั่นโชว์ธีสิสของเด็กม.เทคนิคกรุงเทพ ผมได้ไปถ่าย back stage ผมก็รู้สึกว่าผมชอบทางนี้ เพราะมันค่อนข้างอิสระทางด้านความคิด เขาไม่มีคอนเซ็ปต์หรือมีธีมมาให้ว่าอยากได้แบบไหน เราได้โอกาสทำในรูปแบบของเราเองบวกกับความชอบแฟชั่นอยู่ด้วยแล้วจึงรู้สึกว่างานนี้เป็นงานที่ผมชอบที่สุด

Q: สไตล์ภาพของบัสตี

บอกไม่ได้ว่ามันออกมาแนวไหน แต่ว่ามันเป็นการบ่งบอกตัวผมได้ดีที่สุด มันเป็นตัวผมเอง ไม่ใช่ผมไปฝืนให้เหมือนใคร สไตล์ภาพมันไม่มีตายตัว ผมพูดได้เพราะว่าช่างภาพทุกคนก็ตอบคล้าย ๆ กันว่า เราไม่มีสไตล์ภาพที่ชัดเจน แต่เรารู้สึกว่าเราชอบแบบนี้ เราก็จะทำแบบนี้

Q: ความยากของการเป็นช่างภาพ

ผมมองว่ามันอยู่ที่ความชอบ การเป็นช่างภาพมันไม่ยากเลย แค่หยิบกล้องขึ้นถ่ายแล้วเอาไป process แต่มันยากตรงการเริ่มต้น คุณจะเริ่มต้นทำมันได้ไหมแค่นั้นเอง ถ้าคุณเริ่มต้นทำมันแล้วคุณทำมันไปตลอด มันจะไม่ใช่เรื่องยากเลย แต่ถ้าคุณเริ่มต้นแล้วมันไม่ใช่ คุณไม่ชอบ มันไม่ผิด

Q: เส้นทางอนาคตในอาชีพนี้

อยากเป็นช่างภาพไปเรื่อย ๆ มีคนเคยถามว่าอยากมีชื่อเสียงในวงการไหม ผมไม่อยากมี ถามว่างานอยากมีไหม มันอยากมี แต่ก็ไม่ได้อยากมีชื่อเสียงอะไรขนาดนั้น อยากทำงานที่สามารถทำงานเลี้ยงตัวเองได้ เลี้ยงครอบครัวได้ อยากทำงานบนพื้นฐานของความสุขความชอบแค่นั้นเอง ผมอยากรวยเวลามากกว่ารวยเงิน ไม่อยากรวยเงินมากกว่ารวยเวลา

Q: รู้จักกันเป็นเพื่อนกันถ่ายให้ฟรีได้ไหม

อุปกรณ์หรือสิ่งที่เรียนมามันมีราคา ก็อยากให้เห็นคุณค่าของอุปกรณ์หรือคุณค่าของการเรียนรู้ อยากให้สนับสนุนซึ่งกันและกัน ถ้าเพื่อนจ้างเราแล้วเราลดราคาให้ แต่เพื่อนบอกว่าเฮ้ยไม่ต้องลด แน่นอนว่าความอยากทำ ช่างภาพมันอยากทำ ช่างภาพมันทำได้ดี เพื่อนก็ได้ดี มันคือ win ทั้งคู่ แต่ถ้าเพื่อนบอกว่าถ่ายฟรีสิ ช่างภาพเหมือนรู้สึกว่าเราขาดทุน ไม่สบายใจที่จะไปถ่าย นอกจากจะได้รูปไม่เงิน เพื่อนก็ได้รูปไม่ดี ซึ่งมันจะทำให้เกิดการบาดหมางต่อกันได้ ผมมองว่าเราควรช่วยเหลือหรือสนับสนุนกันมากกว่า การที่รู้สึกว่ามันคือเพื่อนมันต้องให้เรา

Q: อยากฝากอะไรหน่อยไหม

ก้าวแรกของทุกคนอยากให้มาจากครอบครัว อยากให้ครอบครัวให้โอกาสทำในสิ่งที่เขาอยากทำ อย่าไปฝืนว่าเขาต้องตั้งใจเรียน ได้เกรดสี่ ไม่ต้องไปฝืนเขาขนาดนั้น อยากให้สนับสนุนในสิ่งที่เขาชอบ ส่วนใครที่ยังไม่รู้ว่าชอบอะไร ทุกคนเกิดมาคือถูกสร้างมาให้มีสิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้อยู่แล้ว เด็กวัยเราควรที่จะได้ออกไปเจอโลกเพื่อที่จะได้รู้ว่าเราชอบอะไร ไม่ชอบอะไร อยากให้ค้นหาสิ่งที่เราชอบ เด็กบางคนไม่เคยได้รับโอกาสในการทำงาน หรือทุกวันนี้เด็กที่ทำงานถูกมองว่าจน มันไม่ใช่ อยากให้น้อง ๆ ทุกคน ทำงานเถอะ มันจะหนักหน่อยแต่ว่าให้สู้กับมัน ผู้ใหญ่อาจมองว่า ยังไม่ถึงวัยที่เราจะทำงาน แต่ว่ามันถึงวัยที่เราต้องเรียนรู้แล้ว อยากให้คิดว่าไปเรียนรู้สังคมภายนอก เราต้องไปเรียนรู้การทำงานภายนอกว่าเราชอบอะไรแล้ววันหนึ่งเราจะภูมิใจว่าเรามีสิ่งที่ชอบ เราหาตัวเองเจอ

อ่านต่อ