หนังตะลุงมลายู หรือจะสิ้นไร้ใครสืบทอด

                หนังตะลุงเป็นศิลปะการแสดงประจำท้องถิ่นของภาคใต้ ที่แสดงให้เห็นถึงการรวมตัวกันทั้งศาสตร์และศิลป์ ซึ่งสรรสร้างโดยภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ มะยาเต็ง สาเมาะ นายหนังตะลุงมลายู วายังกูเละ’ และเป็นผู้ที่ได้รับรางวัลผู้ทำคุณประโยชน์ประเภทกลุ่มบุคคล จากกระทรวงวัฒนธรรมในปี 2561 ที่ผ่านมานี้ด้วย

                ทันทีที่ก้าวเข้าไปสู่ศูนย์เรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่นพิพิธภัณฑ์วายังกูเละ จ.ยะลา เราก็ได้พบกับโรงหนังตะลุงที่มีทุกอย่างภายในนี้ หากถามว่าจุดเริ่มต้นของการก้าวขึ้นเป็นนายหนังตะลุงของโรงวายังกูเละเป็นได้อย่างไร นายมะยาเต็งบอกว่า เป็นเพราะช่วงนั้นป่วยและพ่อของเขาก็เลิกทำตรงนี้พอดิบพอดีจึงก้าวเข้ามารับช่วงต่อแทน

                พ่อเลี้ยงเขาให้เติบและโตขึ้นมาด้วยหนังตะลุงมะยาเต็ง จึงตัดสินใจที่จะสานต่อในเรื่องที่พ่อได้พยายามรักษาเอาไว้ตั้งแต่บรรพบุรุษ

                “มันอยู่มานานกว่า 7 ชั่วโคตรแล้ว” นั่นจึงเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจที่ทำให้เขาอยากทำตรงนี้

                การเล่นหนังตะลุงของมะยาเต็งนั้นไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของความบันเทิงเท่านั้น  เขาและคณะพยายามสอดแทรกอะไรบางอย่างเข้าไปในบทของหนังตะลุงเพื่อส่งกลับคืนสู่สังคมด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของศาสนา จริยธรรม หรือวิถีการดำเนินชีวิต ให้มีส่วนช่วยในการขับกล่อมและขัดเกลาจิตใจของผู้ชมได้อย่างคาดไม่ถึง มะยาเต็งบอกว่า หนังตะลุงก็ถือเป็นสื่อชนิดหนึ่งก็ว่าได้ เป็นสื่อที่มีมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันและยังเกี่ยวข้องกับชุมชนมากที่สุด

                “อย่างการไปตามพื้นที่ต่างๆ ไปนอนพักอยู่ 2-3 คืน ไปติดอยู่กับชาวบ้าน จนได้ภาษาถิ่นมาเอามาใช้ร่วมกับการแสดงได้เพราะมลายูแต่ละพื้นที่ก็ไม่เหมือนกัน แล้วในหนึ่งเดือนก็ออกแสดง 20 คืนได้” มะยาเต็งบอก

                นายหนังตะลุง มะยาเต็ง นอกจากจะเป็นครูแล้วก็ยังมีการสอนแกะสลักตัวหนังตะลุงและช่วยถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับศิลปะท้องถิ่นให้กับเยาวชนในพื้นที่ เพราะรางวัลที่ได้รับนั้นถือว่าช่วยการันตีว่าเขาผู้นี้ทุ่มเทและทำเพื่อรักษาหนังตะลุงของคณะหนังเต็งสาคอ ตะลุงบันเทิงนี้ไว้มากแค่ไหน

                ปัจจุบันความนิยมในการรับชมหนังตะลุงนั้นก็ลดจำนวนไปมากหรือแม้แต่คณะแสดงหนังตะลุงก็เหลือเพียง 2 คณะเท่านั้นที่ยังเดินสายแสดงอยู่ นายหนังตะลุงผู้นี้บอกว่าอาจจะยังมีคณะเล็กคณะน้อยอยู่บ้างแต่ไม่ใช่คณะใหญ่ที่มีอิทธิพลมากพอเพราะไม่ได้รับการยอมรับจากตัวชุมชนของคณะนั้นๆ

                 ด้วยจากการที่เป็นนายหนังตะลุงและผูกพันกับสิ่งนี้มาทั้งชีวิต มะยาเต็งจึงอยากให้หันกลับมาสนใจและใส่ใจศิลปะของบรรพบุรุษที่สืบทอดกันมาหลายศตวรรษ  ร่วมกันสืบสานและต่อยอดสิ่งเหล่านี้ทั้งหนังตะลุงและศาสตร์ศิลป์ทุกแขนงที่เป็นตัวบ่งบอกความเป็นเรา ความเป็นชุมชน ความเป็นคนภาคนั้นๆ ความเป็นคนมลายู

                “ถ้าเรามลายูไม่ช่วยรักษาของมลายู แล้วจะให้ใครมารักษาภูมิปัญญาของเรา”

                อีกทั้งที่นี่เองหากใครสนใจอยากจะเรียนรู้ก็มาได้เพราะโรงวายังกูเละรวบรวมศาสตร์และศิลป์เอาไว้ ไม่ว่าจะการดีด สี ตี เป่า ร่ายรำ การเชิดรูป การแกะ การฉลุ การใช้ภาษา กลอน วาทศิลป์ มะยาเต็งบอกว่ามีครบอยู่ในโรงหนังตะลุง ฉะนั้นหากรักษาเอาไว้ได้ก็ไม่ได้มีเพียงแค่หนังตะลุงที่จะยังคงอยู่แต่รวมถึงศิลปวัฒนธรรมอีกหลายอย่างที่เกี่ยวโยงกัน

                หนังตะลุงจะสิ้นไปจากปลายด้ามขวานหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับคนหลายคน

 

ที่จะให้คุณค่าและความสนใจในสิ่งนี้กันมากแค่ไหน เพราะเมื่อวันหนึ่งมันสูญสิ้นจะเรียกร้องหรือย้อนความให้กลับคืนก็ช้าเกินไปเสียแล้ว กลับกลายเป็นความน่าเสียดายที่ไร้การสืบทอด เหลือเพียงแค่ความทรงจำและภาพถ่ายเพียงเท่านั้น

อ่านต่อ