เบื้องหลังมัสยิดไทยแห่งแรกในอเมริกา


            มัสยิดนั้นมีบทบาทกับสังคมมุสลิมเป็นอย่างมาก เป็นทั้งสถานที่ละหมาดของศรัทธาชนในอิสลาม และยังเป็นศูนย์กลางในการรวมตัวของชุมชนเพื่อปฏิบัติศาสนกิจ พบปะกันทางสังคมและทำการงานอื่นๆ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้คนอีกด้วย การที่จะสร้างมัสยิดสักหลังนั้นแน่นอนว่าย่อมไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินความตั้งใจหากว่าเจตนาอยากจะสร้างขึ้นเพื่อให้ผู้คนได้เข้ามาละหมาดร่วมกัน

            เมื่อการสร้างมัสยิดหนึ่งหลังไม่ได้เป็นเพียงความศรัทธาหรือความภาคภูมิใจส่วนตนแต่เป็นความต้องการที่อยากสร้างคุณประโยชน์ให้กับแผ่นดินด้วยอย่างอิหม่ามเราะห์มัต โพยม พยกุล ผู้สร้างมัสยิดไทยแห่งแรกและแห่งเดียว นอกราชอาณาจักรไทย มัสยิดอัลฟาติฮะห์

ทำไมต้องอัลฟาติฮะห์

            อิหม่ามเล่าว่า อัลฟาติฮะห์มีนัยยะหนึ่งว่า เรารู้ว่าเป็นแห่งแรกและเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งบทอัลฟาติฮะห์ในกุรอานนั้นเป็นบทแรกและเป็นการทำให้เราระลึกเสมอในการละหมาดหรือจะเริ่มลงมือทำอะไรก็ตาม บทอัลฟาติฮะห์นั้นอยู่ในใจของเราทุกคน ท่านจึงคิดว่ามัสยิดแห่งนี้ควรมีชื่อว่า “อัลฟาติฮะห์”

มัสยิดไทย ณ ลอสแอนเจลิส

            หากถามว่าเหตุใดต้องเป็นที่นครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา อิหม่ามบอกว่าพูดกันตามหลักของความเชื่อแล้วเราไม่ใช่ผู้เลือก อัลลอฮฺ(ซ.บ.)นั้นเป็นผู้เลือกให้เรา และอีกอย่างหนึ่งคือตัวท่านเองได้มาศึกษา ทำงาน รวมถึงอาศัยอยู่ที่แอลเอ ตลอดระยะเวลาหลายปี ก่อนจะตัดสินใจสร้างมัสยิดของคนไทยขึ้นมาโดยใช้เวลาในการสร้างประมาณ 10 ปี ต่อมาเมื่อมีทรัพยากรและกำลังที่มากขึ้นจึงทำการบูรณะใหม่

            “ตามปกติแล้วมัสยิดอื่นที่มีทุนทรัพย์ เขาทำกันไม่เกิน 2 ปี แต่เราใช้ 10 ปี เพราะทำไปเรื่อยๆ ปรับไปเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับกำลังทุนทรัพย์และสถานการณ์ต่างๆ”

            ในความเป็นจริงมัสยิดในแอลเอนั้นมีอยู่หลากหลายสัญชาติทว่าไม่มีของคนไทย และซึ่งกว่าจะมาเป็นมัสยิดเช่นทุกวันนี้ได้นั้นไม่ง่ายเลย ไม่ว่าจะการออกแบบที่จะต้องทำให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของทางท้องถิ่น  โดยจะต้องสร้างให้ผสมผสานกับคนในภูมิลำเนาแม้ว่าจะเป็นมัสยิดก็ตาม ซึ่งในทำเลที่ตั้งส่วนมากจะเป็นลักษณะวัฒนธรรมของทางสเปน (Hispanic) จึงต้องสร้างเป็นโดมโค้ง 3 อันเพื่อให้กลมกลืนกับพื้นที่

            รวมไปถึงการจดทะเบียนที่ถือเป็นเรื่องสำคัญซึ่งต้องจดทะเบียนทั้งหมด 3 แห่ง คือทางรัฐบาลโดยตรง, ทางมลรัฐแคลิฟอร์เนีย และอำเภอท้องถิ่น หากไม่มีทะเบียน 3 แห่งนี้จะไม่ใช่องค์กรที่สร้างอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

            ตลอดระยะ 10 ปีสำหรับการดำเนินการนั้นเกิดอะไรขึ้นมากมาย ท่านอิหม่ามได้บอกกับเราว่ามักจะมีคำพูดที่พูดอยู่เสมอว่า Masjid it’s easy to build but difficult to maintain.” หมายความว่า “มัสยิดนั้นสร้างได้ง่ายแต่การรักษานั้นเป็นเรื่องที่ยาก”  ฉะนั้นการจะรักษา อนุรักษ์ พัฒนาต่อไปในทุกวันจวบจนมัสยิดแห่งนี้มีอายุ 25 ปีก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

ผลกระทบของอิสลามโมโฟเบียในสหรัฐฯ

            อิหม่ามเล่าให้ฟังว่า เรื่องราวที่เกิดในวันที่ 11 เดือนกันยายน ค.ศ.2001 เกือบ 18 ปีมาแล้วนั้นในสหรัฐฯ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นการกระทำของกลุ่มก่อการร้าย  โดยอิหม่ามได้คาดการณ์ไว้แล้วว่าจะต้องส่งผลกระทบกับทางมัสยิดแน่นอน ซึ่งก็เป็นจริง  มีชาวบ้านบริเวณข้างเคียงไม่เข้าใจว่าอิสลามคืออะไร มีการตั้งคำถามอย่างมากมายที่เกี่ยวพันกับความรุนแรง ทั้งที่อิสลามเป็นวิถีความเชื่อแห่งสันติ

             มีกลุ่มชาวคริสเตียนกลุ่มใหญ่เข้ามาขวางอยู่ที่ประตูทางเข้ามัสยิดทั้ง 2 ประตู มีการทำการ์ตูนล้อเลียน เขียนใบประกาศโจมตีจากความเข้าใจที่ผิดๆ นอกจากยังมีการขว้างปากระจกมัสยิดอีกด้วย ถึงอย่างนั้นอิหม่ามก็ได้ใช้สันติวิธีในการแก้ไขสถานการณ์ มีการเปิดพื้นที่มัสยิดให้ผู้คนเหล่านั้นเข้ามาพูดคุย ซักถามเรื่องราวต่างๆ อีกทั้งพูดคุยถึงความคิดที่แตกต่างกัน จากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็ไม่มีสถานการณ์รุนแรงเช่นนั้นเกิดขึ้นอีก

 อิหม่ามเราะห์มัตกล่าวสรุปทิ้งท้ายว่า ไม่ใช่ว่าเขาตบหน้าเราข้างนึงแล้วเราก็ตบกลับอีกข้างนึง”

ฝากสิ่งใดถึงมุสลิมในประเทศไทย

จากที่ผมไปตามงานต่างๆ ผมสังเกตว่าคนหนุ่มคนสาวมุสลิมหายไปที่ไหน แม้แต่งานใหญ่ๆ ของในกรุงเทพฯเองก็มีน้อยมากที่จะเข้ามาร่วม ผมพูดเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่า เขาไม่ให้มีส่วนร่วมแต่อาจเป็นเพราะว่าพวกเราไม่ได้ทำการตลาดที่ดีเพื่อชักชวนให้เขาเข้ามามีส่วนร่วม

อย่าไปคิดว่าหนุ่มๆ สาวๆ ไม่ได้สนใจงานการทางสังคมมุสลิม แต่เราต้องมองว่ากลุ่มนี้หายไปไหน เขาเป็นกำลังสำคัญของไทยมุสลิม เป็นผู้มีศักยภาพสูงในอนาคต

ทางท่านอิหม่ามเองก็ตั้งใจว่าจะทำงานกับกลุ่มคนหนุ่มสาวหรือยุวมุสลิมมากขึ้น โดยเน้นถึงกลุ่มเยาวชน กลุ่มที่ทำงานอยู่ขณะนี้ ซึ่งล้วนแต่มีความคิด ความสามารถหลากหลายทั้งในประเทศไทยและในสหรัฐอเมริกา

อ่านต่อ