นิกัลยา ดุลยา (อับดุล) “มุสลิมะฮ์ แห่งลุ่มแม่น้ำปาตานี”

นิกัลยา ดุลยา (อับดุล) “มุสลิมะฮ์ แห่งลุ่มแม่น้ำปาตานี”  

         

         15 ปีที่แล้ว หลายคนคงอาจจะเคยคุ้นหูถึงเรื่องราวของหญิงสาวชาวเมืองยะลาใต้สุดแดนสยาม สู่ตำแหน่งสาวงามสูงสุดระดับประเทศ Miss Thailand world 2004 นางงาม นักแสดง พรีเซนเตอร์ พิธีกร ที่ครั้งหนึ่งเธอเคยโลดแล่นในวงการมายาไทย




          ปัจจุบันเธอกลับมาปักหลักสู่มาตุภูมิที่รักด้วยหน้าที่ “แม่พิมพ์ของชาติณ หมู่บ้านชนบทเล็กๆ จุดเริ่มต้นจาก นาซีฮัตทำให้เธอได้รับ ฮีดายัตหันหลังทิ้งทุกอย่างเพื่อกลับสู่หนทางแห่งอัลอิสลามด้วยศรัทธายิ่งกว่าเดิม BML ฉบับนี้ขอนำเสนอเรื่องราวของเธอ ที่ในวันนี้ประจักษ์แล้วซึ่งความงามสง่ายิ่งกว่าครั้งไหนสมศักดิ์ศรีกับคำว่า “มุสลิมะฮ์แห่งลุ่มแม่น้ำปาตานี”

 

           นิกัลยา ดุลยา(อับดุล) หญิงสาวที่เติบโตมาจากใจกลางเมืองยะลา เธอมาจากครอบครัวเล็กๆ ที่ให้ลูกเรียนรู้เฉพาะด้านสามัญ พ่อแม่สอนให้เป็นคนดี ทำดี เสียสละ ไม่เบียดเบียนใคร ส่วนความรู้ด้านศาสนาถือว่ามีน้อยมาก บททดสอบแรกของชีวิตเธอนั้น เริ่มจากเสาหลักของครอบครัวล้มลง คุณพ่อของเธอป่วยและเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง

          ระหว่างนั้นฐานะการเงินค่อนข้างลำบาก เนื่องจากต้องขายทุกอย่างทิ้งเพื่อรักษาชีวิตคุณพ่อและพยุงครอบครัว ตลอดระยะเวลามากกว่า 4 ปีที่เจ็บป่วย แต่เธอยังต้องการเรียนต่อเธอ เธอปฏิเสธที่จะแต่งงานจากคนที่ต้องการจะช่วยเธอ

           ชีวิตเริ่มเอาตัวรอดด้วยการกู้กยศ. เพื่อเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยของรัฐในกรุงเทพฯ และหาโอกาสต่างๆ ทำงานมาแล้วนับไม่ถ้วน ส่งเสียตนเองจนจบมหาวิทยาลัย จากนั้นเธอได้รับทุนเรียนต่อระดับปริญญาโทด้านบริหารการศึกษา แต่ทว่าการอยู่เมืองใหญ่ตามลำพังนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย รายจ่ายที่มีมากกว่ารายรับ คนข้างหลัง แม่ พี่ และน้องต่างก็ลำบาก

          เธอตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะต้องเป็นหัวหน้าครอบครัว พาทุกคนให้หลุดพ้นจากวงจรความลำบากนี้ให้ได้ ด้วยความตั้งใจที่จะเรียนหนังสือและต้องการสำเร็จการศึกษา เพราะเชื่อว่าการศึกษาจะเปลี่ยนชีวิตได้ เธอจึงตัดสินใจสู้ต่อ  โดยรับงานตาม Modeling ถ่ายแบบ แจกใบปลิว ขายของหวานริมทาง วันหยุดก็รับจ้างพิมพ์งานตามร้านอินเทอร์เน็ต

          จนวันหนึ่งเธอเห็นช่องทางหาเงินด้วยการประกวด แม้จะเป็นฟางเส้นสุดท้าย แต่เธอเลือกที่จะคว้ามันไว้  โดยในใจจะคิดเสมอว่าต้นทุนชีวิตติดลบอย่างเราคงไปไม่ไกลในกองประกวด หลายครั้งที่ต้องกลั้นน้ำตาเอาไว้ เธอไม่มีแบ็คอัพใดๆ ไม่มีผู้สนับสนุน ไม่มีพี่เลี้ยงไม่มีสปอนเซอร์ ขอเพียงแค่เงินค่าเข้ารอบหลักหมื่นก็พอเพื่อต่อชีวิตไปวันๆ

          แต่กลับกลายเป็นว่า มงกุฎนั้นเลือกที่จะอยู่กับเธอ เธอกล่าวว่า วินาทีนั้นมันหลายความรู้สึก นี่สินะคงเป็นความรู้สึกก่อนตาย ภาพทุกภาพที่ลำบากมันถาโถมเข้ามาจนเกินจะรับไหว ทุกคนในครอบครัวจะไม่ลำบากอีกต่อไป”   และในวันต่อมาภาพที่ถูกนำเสนอบนทีวีทุกช่องและหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ก็มีแต่ภาพเธอกำลังร้องไห้

 

          เวลาผ่านไป เธอทำหน้าที่ตามภารกิจที่ได้รับอย่างดีที่สุดโดยไม่ขาดตกบกพร่องจนจบวาระ เธอคิดว่ามันคงถึงเวลาแล้ว ที่เธอจะได้มีเวลากลับมาเป็นตัวเองอีกครั้ง คิดถึงคำสัญญาที่ให้ไว้กับพ่อว่า  “ถ้าเรียนจบจะรีบกลับบ้าน” แม้วันนี้เธอจะอยู่ในจุดที่สูงสุดในชีวิต จุดที่ผู้หญิงหลายคนไขว่คว้าที่จะมายืนตรงนี้ แต่เธอกลับรู้สึกว่ายิ่งก้าวเดินต่อไปสูงเท่าไหร่ มันกลับทำให้ในใจรู้สึกโดดเดี่ยว เคว้งคว้างและว่างเปล่า ไปไหนมักเป็นจุดสนใจ ไม่มีความเป็นส่วนตัว  แม้แต่ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงก็ระอาที่จะไปไหนมาไหนด้วย          

         เธอคิดได้ว่าสิ่งที่เป็นอยู่นี้ มันไม่ใช่ ลึกๆหัวใจของเธอมันยังมีบางอย่าง ที่ยังเต้นอยู่ หัวใจดวงนี้มันยังไม่มืดดำไปทั้งดวง ยังมีจุดสีแดง หรืออาจจะเป็น“ฮีดายัต”  สิ่งที่ผ่านมา จะด้วยบททดสอบจากเบื้องบนหรืออะไรก็แล้วแต่ เธอคิดว่ามันคือความฝัน ตัวเธอนั้นยังคงคิดถึงอัลอิสลามของเธอ เธอทำหล่นหายไปได้อย่างไร เธอจึงเริ่มค้นหาข้อมูลตามเวปไซท์ต่างๆ ในยุคที่ยังไร้โซเชี่ยลอย่างทุกวันนี้ เวปไซท์ศาสนาต่างๆ นี่เองที่คอยเป็นเพื่อนให้ข้อมูล

           จนวันหนึ่งได้เจอผู้หวังดี  ที่คอยนาซีฮัตเธอไม่ให้ระเริงไปไกลกว่านี้ นาซีฮัต ที่ไม่ใช่เอาแต่ว่าด้วยคำพูดที่รุนแรงที่มีชีวิตไม่เหมือนมุสลิมะฮ์ คำพูดของเขาช่างอ่อนโยนและเติมเต็มไปด้วยความปรารถนาดีที่จะให้เธอได้พบกับหนทางที่ถูกต้อง สงบ มีความสุขทั้งโลกนี้และโลกหน้า คนนั้นคือคนเดียวกันกับเจ้าของร้านอินเทอร์เน็ตที่เธอชอบไปรับจ้างพิมพ์งานก่อนที่จะประกวดนางงามซะอีก ...โลกนี้ไม่มีคำว่าบังเอิญ ทุกสิ่งทุกอย่างคงถูกกำหนดไว้แล้ว

 

           เขาให้เธอเริ่มจากการแต่งกาย  เลือกในสิ่งที่เหมาะสมมิดชิดกับผู้หญิงทุกคน มีเกียรติมีคุณค่าในตัวเอง และบอกกับเธอว่า เราต้องปกป้องเกียรติของเรา  จากนั้นจึงสะสางงานที่ตกค้างทีละชิ้นให้หมด และเมื่อจบการศึกษาปริญญาโททางด้านบริหารการศึกษา Master of Education และ ป บัณฑิต ด้านครู เดือนมีนาคม ปี 2555 เธอจึงหันหลังให้ทุกอย่างพร้อมยื่นใบลาออกจากวงการมายา เธอบอกตนเองเบาๆ ว่าลาก่อนน่ะ ตลอดกาล

 

              เวลาล่วงเลยมาเป็นปีที่ 7 แล้ว ที่เธอเลือกที่จะกลับภูมิลำเนาไปใช้ชีวิตเป็นหญิงสาวชาวบ้าน แม้จะมีงานติดต่อมาเรื่อยๆ แต่เธอก็เลือกที่จะเป็นครูเล็กๆ ในหมู่บ้านเล็กๆ ไกลปืนเที่ยง เธอยังได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียน แต่ก็ทำโดยที่ไม่ขอรับเงินเดือนใดๆ ทุกเดือนที่ได้รับเธอบริจาคคืนกลับเข้าโรงเรียนทั้งหมด นอกจากช่วยงานโรงเรียนแล้วนั้น เธอยังเห็นว่าผู้คนในย่านนี้ยังลำบากอีกมาก จึงเปิดรับบริจาคสิ่งของแก่เด็กกำพร้าและยากจนในพื้นที่อีกด้วย แม้ว่าโรงเรียนจะตั้งอยู่ในพื้นสีแดงเข้มที่ใครๆ ขีดเส้นใต้ว่าน่ากลัว




              แต่ด้วยปณิธานของบาบอผู้ก่อตั้งโรงเรียนภักดีวิทยา(ปอเนาะแลแวะ) ต. ตะโละแมะนา อ.ทุ่งยางแดง ปัตตานี ภายใต้การดูแลของมูลนิธิตันมียาตุลอุลูม(เพื่อเด็กกำพร้าและยากไร้) ทางโรงเรียนมีนโยบาย ไม่เก็บค่าเทอม ค่าหอพักหรือค่าน้ำค่าไฟใดๆทั้งสิ้น ที่นี่จะมีความรู้ที่บุคลากรทางการศึกษาทั้งด้านศาสนาและสามัญถ่ายทอดอย่างสุดความสามารถในทุกๆด้าน และเธอเองก็มีความสุขที่ได้ถ่ายทอดความรู้และทักษะการใช้ชีวิตในสังคมพหุวัฒนธรรมแก่นักเรียนของเธออย่างสม่ำเสมอ รุ่นแล้วรุ่นเล่า

              เธอเล่าว่าเธอจะปลาบปลื้มใจทุกครั้งที่ได้เห็นลูกศิษย์ประสบความสำเร็จในชีวิตตลอดจนป็นบ่าวที่ดีของอัลลอฮฺ (ซ.บ.) และยังเล่าอีกว่า เธอจะดีใจมากที่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับหญิงสาวอีกมากที่ได้กลับมาสวมฮิญาบเป็นมุสลิมะฮ์ที่สง่างามเฉกเช่นเดียวกันกับเธอ สถานะทางครอบครัวเธอมีลูกสาว(ดารยา) และลูกชาย(ดาอีม) และ เธอยังมีธุรกิจส่วนตัวด้านอิมพอร์ตเอ็กซ์พอร์ตร่วมกับสามี (อดีตเจ้าของร้านอินเตอร์เน็ตคนนั้น) ที่ให้คำปรึกษาเรื่องศาสนาตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน

อ่านต่อ