ถ้าเป็นปัญหาของมุสลิม ผมจะให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

นายศักดิ์ชัย (อับบาส)     บุญมา   รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

“ถ้าเป็นปัญหาของมุสลิม  ผมจะให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก”


         หลังได้รับเชิญและต้องการได้รับคำตอบทันทีจากผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร  ให้มาร่วมงานในตำแหน่ง รองผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ   นายศักดิ์ชัย (อับบาส)  บุญมา   ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักการโยธา มีเวลาเพียง 2 ชั่วโมงในการตัดสินใจเข้ารับตำแหน่งสำคัญเพื่อบริหารกรุงเทพมหานคร  ด้วยเหตุผลที่ว่า “เป็นเกียรติแก่สังคมมุสลิมและวงศ์ตระกูล” ประการสำคัญคือเขามองว่า “ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครให้เกียรติกับมุสลิม”

      “ผมเคยถามท่านว่า  ทำไมเลือกมุสลิมมาเป็นรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ท่านบอกว่า  สิ่งที่มุสลิมมีคือ พูดแล้วต้องทำ มุสลิมส่วนใหญ่จะไม่ผิดสัญญา ไม่ผิดคำพูด  หลักการมีอยู่เท่านี้  ที่ผมมาเป็นรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้ได้ ผมคิดว่าอย่างน้อย 20-30 เปอร์เซ็นต์มาจากการที่ผมเป็นมุสลิม”

      “ผมได้รับมอบหมายจากท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครให้ดูสำนักการโยธา สำนักการระบายน้ำ สำนักการวางผังและพัฒนาเมือง   นี่คืองานหลักๆเพราะว่าทั้ง 3 สำนักเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับงานพัฒนาเมือง สำหรับผมมีแนวคิดว่า  การแก้ไขปัญหาเป็นงานของข้าราชการประจำอยู่แล้ว  แต่ถ้าเรามาเป็นผู้บริหารจะต้องเป็นการสร้างงานและเกิดการพัฒนา ผมจึงมีแนวคิดที่จะสร้างสิ่งต่างๆให้เกิดกับกรุงเทพมหานคร”

          รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานนคร อับบาส กล่าวว่า  ปัญหาต่างๆของกรุงเทพฯมีหลายปัญหา เช่น ปัญหาภัยแล้งซึ่งเกิดขึ้นมาหลายปี และส่งผลกระทบกับเกษตรกรที่ทำนาในเขตรอบนอกเช่น หนองจอก มีนบุรี ลาดกระบัง  คลองสามวา  ซึ่งตนเองมีแนวคิดที่จะหาแหล่งน้ำเพื่อช่วยเหลือ โดยการขุดคลองขนาดใหญ่ประมาณ 50 -60 เมตรจากแนวด้านเหนือไปยังด้านใต้ จากคลอง 6 วา ไปจนถึงคลองประเวศบุรีรมย์ ทำเป็นแก้มลิงเพื่อรับน้ำ ซึ่งจะได้คลองขนาดใหญ่เพื่อทดแทนพื้นที่ที่ถูกถม 

          โดยสิ่งที่จะได้ควบคู่กันก็คือ ถนน 2 ฝั่งๆละประมาณ 40 เมตร  เป็นถนนที่ควบคู่ไปกับคลอง มีเขตทางประมาณ 100 กว่าเมตร  เป็นแนวเหนือจรดใต้จากคลอง 6 วา ตอนเหนือของเขตสายไหมมาที่เขตประเวศน์ด้านล่าง ทำให้สะดวกต่อการเดินทาง  อีกส่วนหนึ่งที่จะได้ก็คือน้ำและการคมนาคมทางเรือ    รวมถึงใช้แหล่งน้ำบริเวณนี้ผลิตน้ำประปา และสร้างสวนบริเวณริมคลองเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว ซึ่งได้มีการสั่งการให้หน่วยงานที่ดูแลออกแบบไว้แล้ว 

          นอกจากนี้แล้วยังมีแนวคิดหาพื้นที่ทำนานำร่องในเขตหนองจอก โดยจะประยุกต์การทำนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว  เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากการทำนาและสร้างรายได้ เช่น การสร้างโฮมสเตย์ สำหรับดูกระบวนการต่างๆของการทำนา ซึ่งจะทำให้ชีวิตชาวนาในกรุงเทพฯดีขึ้น  

            สำหรับพื้นที่ฝั่งธนบุรี ในเขตบางขุนเทียนที่ติดกับทะเลประมาณ4.7 กิโลเมตร ซึ่งโดนน้ำกัดเซาะมาโดยตลอดเกือบ1 กิโลเมตร โดยมีเป้าหมายว่าจะนำดินขยายเข้าไปในทะเลมากขึ้น แล้วนำดินที่หายไปกลับคืนมา ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการถมทะเลจากเกาหลีใต้ว่าจะดำเนินการอย่างไร 

          จากนั้นก็จะปลูกต้นไม้เพื่อป้องกันการกัดเซาะหรือทำเขื่อนกั้นแนว  ซึ่งมีแนวคิดว่าควรจะออกแบบเป็นโครงสร้างสำหรับอนาคต  โดยอาจจะทำเป็นเส้นทางจักรยาน  หรือเส้นทางวิ่งเพื่อชมทิวทัศน์ของทะเลกรุงเทพมหานคร  แล้วให้ประชาชนในย่านนั้นนำสิ่งของที่อยู่ในท้องถิ่นมาขายเป็นการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันก็จะมีสถานที่ท่องเที่ยวและป่าชายเลนเพิ่มขึ้น 

          อย่างไรก็ตามบริเวณดังกล่าวมีพื้นที่เชื่อมต่อจากจ.สมุทรปราการ  จ.สมุทรสาครต่อเนื่องไปจนถึง จ.สมุทรสงคราม จ.เพชรบุรี หากมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจากจังหวัดต่างๆ ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง  โดยเฉพาะเส้นทางทางท่องเที่ยวในการปั่นจักรยาน

          อนึ่ง จากการลงพื้นที่ของผู้เชี่ยวชาญจากเกาหลีใต้ได้ระบุว่า  พื้นที่บริเวณดังกล่าวถ้าได้รับการพัฒนาจะเป็นพื้นที่ที่สวยที่สุดในโลก   

         “นอกจากนี้แล้วยังมีงานพัฒนาคลองเน่าเสียย่านพระราม 9 ที่ได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนช่วยทำให้คลองมีสภาพที่ดีขึ้น     ซึ่งคาดว่าอีกประมาณ2 เดือนคลองนี้จะเป็นคลองนำร่อง  และหลังจากนั้นก็เริ่มพัฒนาคลองอื่นๆในกรุงเทพมหานครเช่นกัน  หลักคือของผมคือ  จะไม่ใช้ที่ปรึกษามาคิด ผมจะใช้วิธีทดลองทำ  ถ้าเราทดลองทำ  คนที่จะมาช่วยทำจะมีมาก  ผมคิดว่าคนกรุงเทพมหานครอยากเข้ามาแก้ไขปัญหาให้ตัวเองทั้งนั้น  แต่ถ้าเราจ้างที่ปรึกษาเราก็เอาชีวิตไปฝากไว้กับนักวิชาการ  ตอนนี้มีการช่วยกันทำ ทุกอย่างไม่ต้องเสียสตางค์และทุกอย่างที่กล่าวมาไม่ได้ใช้สตางค์หลวงเลย ”

         “ขณะเดียวกันยังได้มีการพูดคุยกับอาจารย์มหาวิทยาลัยในเรื่องจะมีการฟื้นฟูและพัฒนาเมือง  เช่น พื้นที่ไหนที่มีเรื่องราวของประวัติศาสตร์ก็จะนำกลับมา แต่ให้สอดคล้องกับยุคสมัย เช่น หากพูดถึงบางมด ก็จะนึกถึงส้ม  ซึ่งเราก็จะนำส้มกลับมาเหมือนเดิม โดยขณะนี้ให้ท่าน ผู้อำนวยการเขตทุ่งครุดูพื้นที่นำร่องแล้ว  รวมถึงการพัฒนาในย่านต่างๆทั้งพาหุรัด สำเพ็ง ตลาดน้อย คลองถม   นอกจากนี้ยังมีโครงการจัดทำถนนวัฒนธรรมคลองเก้า โครงการกำปงในดงปรือ  ที่เขตทุ่งครุ”

          ความเจริญก้าวหน้าจากการรับราชการเป็นเครื่องการันตีได้อย่างชัดเจนว่ามุสลิมท่านนี้ คงไว้ซึ่งศักยภาพเพียงใด  โดยสิ่งที่ยึดมั่นในการทำงานเสมอมาคือ “หากต้องการรู้เรื่องอะไรต้องรู้ให้จริง  และหากจะทำอะไรต้องตั้งใจจริง”  และในฐานะมุสลิมที่จะต้องทำงานเพื่อประชาชนสิ่งที่อยู่ในสำนึกการทำงานก็คือ “ถ้าเป็นปัญหาของมุสลิม  ผมจะให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก” 


คุยนอกกรอบ   

           “ผมป็นคนทุ่งครุ  โดยพื้นฐานผมก็เป็นเด็กธรรมดาคนหนึ่ง  อาชีพหลักๆของคนทุ่งครุก็คือทำสวนส้ม  เรียนจบป.4จากโรงเรียนประชาบาล แล้วก็ไปเรียนปอเนาะที่อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา 6 ปี ไปเรียนที่นั่นผมก็ได้ทำนา  พอจบ ม.3ก็เรียนต่ออิสลามวิทยาลัย  แล้วไปเรียนนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง  จากนั้นก็มารับราชการ  เป็นชีวิตที่เรียบง่าย  แต่สิ่งที่ผมได้คือ “ความเป็นเกษตรกรตั้งแต่เกิด  ผมอยู่กับสวนมาตั้งแต่เกิด” เพราะฉะนั้น เมื่อเข้ามาทำงานก็จะมองเรื่องของเกษตรกรรมเป็นหลัก ความรู้ทางกฎหมายไม่ค่อยได้ใช้”

          “ความจริงไม่ได้ตั้งใจจะมาทำงานที่กรุงเทพมหานครตั้งแต่แรก พอเรียนจบก็มาเป็นทนายความ ที่ทำงานอยู่ย่านวัดสุทัศน์ซึ่งใกล้ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร บังเอิญช่วงหนึ่งศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เปิดรับนิติกร  ผมสอบได้เป็นคนสุดท้าย 12 คน  เริ่มทำงานที่สำนักงานกฎหมายกรุงเทพมหานคร  10 ปี   แล้วย้ายไปที่สำนักการโยธา แต่ไปทำเรื่องการเวณคืน 20 กว่าปี แล้วมาเป็นรองผู้อำนวยการสำนักผังเมือง – ผู้อำนวยการสำนักผังเมือง – ผู้อำนวยการสำนักการโยธา  ต่อมาท่านรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครลาออกคนเดิมลาออก ท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พล.ต.อ.อัศวิน  ขวัญเมือง จึงได้ชวนมาช่วยงาน  ผมจึงลาออกจากผู้อำนวยการสำนักการโยธา มาเป็นรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร



อ่านต่อ