ทุกจานก่อนที่จะเสิร์ฟ ผมจะสร้างสรรค์ด้วยความละเมียดละไมและใส่ใจทุกรายละเอียดเสมอ

ซัยยิดซูลกิฟลี ไซห์ฮามิ     Syedzulkiflee saihami    / SOUS CHEF    โรงแรมอัล มีรอซ

“ทุกจานก่อนที่จะเสิร์ฟ ผมจะสร้างสรรค์ด้วยความละเมียดละไมและใส่ใจทุกรายละเอียดเสมอ”


          จากแรงบันดาลใจที่ต้องการทำอาหารให้เป็นและอร่อยเหมือนคุณแม่ “ซัยยิดซูลกิฟลี  ไซห์ฮามิ” (ซัยยิด)  เริ่มต้นการทำอาหารอย่างแรกในขณะไปศึกษาต่อที่ออสเตรเลียด้วยการทอดไข่ดาวขณะที่มีอายุ18 ปี   จากนั้นก็ทดลองทำเนื้อทอดกระเทียมพริกไทย ที่แอบคัดลอกสูตรมาจากเพื่อน  

          ความสนใจทำอาหารเพิ่มมากขึ้นจากการทำงานพาร์ตไทม์ในหน้าที่ส่งอาหาร  รวมทั้งเข้าไปเป็นลูกมือและช่วยงานครัวในร้านอาหาร ที่สุดเขาค้นพบตัวเองแล้วตัดสินใจเรียนการทำอาหารจาก Sydney TAFE College และก้าวสู่การเป็นhead chef ในโรงแรม ภัตตาคาร ร้านอาหารที่ประเทศออสเตรเลีย 

          หลังจากใช้ชีวิตอยู่ประเทศออสเตรเลีย 9 ปี  “ซัยยิด” ตัดสินใจกลับไทย  แล้วแสวงหาสิ่งใหม่ๆให้เพื่อโอกาสตัวเองกับงานถ่ายแบบ  เดินแบบ เดินสายประกวด หรือแม้กระทั่งการถ่ายละคร แต่หลังจากที่ทำได้ระยะหนึ่งเขาก็ค้นพบตัวเองอีกครั้งว่า ไม่ใช่ตัวตนของเขาที่แท้จริง  เขากล่าวย้อนอดีตว่า


        “ผมเป็นเด็กหลังห้อง  อยู่เมืองไทยเกเรแม่เลยส่งไปอยู่นอก   เพื่อให้ไปใช้ชีวิตและให้เอาตัวรอดซึ่งได้ประการณ์จากที่นั่นมาก   ช่วงไปอยู่ที่ออสเตรเลียตอนนนั้นอายุ 18 เรียนหนังสือและทำงานไปด้วยทั้งทำความสะอาดในห้าง ส่งอาหาร  ต่อมาก็ทำครัวและเรียนทำอาหารแล้วก็มาเป็นเชฟที่ร้านอาหาร  พอมีความรู้สึกอิ่มตัวก็กลับมาเมืองไทย      ได้ประการณ์จากการใช้ชีวิตและเอาตัวรอด  และทำให้มีอาชีพในทุกวันนี้ด้วย”


        “พอกลับมาไทยก็มีโอกาสได้ไปถ่ายแบบ เดินแบบ เดินสายประกวด   มีงานถ่ายละครบ้าง  แต่พอวันนึง ก็มีความรู้สึกว่าไม่ใช่ตัวตนของเรา    ในที่สุดก็รู้ตัวว่า ตัวตนของเราต้องอยู่ในครัว  ได้สัมผัสอาหาร ได้ประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆขึ้นมา นำเสนอลูกค้า ได้คุยกับลูกค้า  ซึ่งตัวตนของเราคือเชฟ  ผมก็เลยเลือกที่จะเป็นเชฟ”

          จากนั้นซัยยิด สลัดคราบนายแบบเดินหันหลังออกมาจากวงการมายา   แล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ใส่ชุดเชฟเดินหน้าเข้าครัวตามที่ใจตนเองปรารถนา  เขามุ่งตรงไปยัง “อัล มีรอซ (Al Meroz)”  โรงแรมฮาลาลระดับ 4 ดาว ที่รามคำแหง เพื่อเป็นสถานที่สำหรับการสร้างสรรค์งานศิลปะทางด้านอาหารแนวเมดิเตอร์เรเนียน  ยุโรป  ที่เขาถนัด

 

          วันนี้“ซัยยิด” เป็น SOUS CHEFประจำห้องอาหารดีวาน (Diwan) ห้องอาหารบุฟเฟ่ต์นานาชาติที่มีทั้งอาหารตะวันตก   ตะวันออกกลาง ไทย จีน ญี่ปุ่น  และห้องอาหารบารากัต (Barakat) ห้องอาหารอาลาคาร์ท  ที่ผสมผสานความงามสไตล์อาราเบียนและเมดิเตอร์เรเนียนเข้าด้วยกัน 

     “ทุกจานก่อนที่จะเสิร์ฟ ผมจะสร้างสรรค์ด้วยความละเมียดละไมและใส่ใจทุกรายละเอียดเสมอ และจะสร้างอรรถรสในการรับประทานอาหารของลูกค้าให้อร่อยมากยิ่งขึ้น ด้วยการพรีเซนต์เมนูอาหารให้ลูกค้าได้รู้ถึงที่มา แนวคิด ตลอดจนวัตถุดิบและกรรมวิธีการปรุง ซึ่งเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าอีกทางหนึ่ง”

     “อัลมีรอส ให้ประสบการณ์ใหม่ๆกับผมมาก  ช่วยผลักดันให้ผมไปถึงจุดที่ผมต้องการ  ผมอยู่ที่นี่ก็มีการพัฒนาอาหารให้เป็นที่ชื่นชอบและถูกปากลูกค้า  ค้นหาเมนูใหม่ๆ หาสิ่งดีๆ วัตถุดิบดีๆ เพื่อให้ลูกค้าเข้ามารับประทานอาหารในโรงแรม    อยากให้ลูกค้าที่ไม่ใช่มุสลิมมาลองใช้บริการ”   

        “จริงๆอาหารฮาลลาลเป็นอาหารที่ผ่านกระบวนที่สะอาดถูกสุขอนามัย  ทุกศาสนิกสามารถรับประทานได้   อยากให้ทุกศาสนิกเปิดใจและลองเข้ามารับประทานที่ห้องอาหารดีวาน (Diwan) ห้องอาหารบารากัต (Barakat) ในโรงแรมอัลมีรอส  ซึ่งจะประทับใจแน่นอนกับอาหารที่หลากหลายและผมมีความรู้สึกภูมิใจและประทับใจที่ได้มาทำงานที่นี่”

         “อาชีพเชฟให้อะไรกับเราหลายอย่าง เป็นอาชีพที่ต้องมีใจรัก แม้ว่าจะเป็นอาชีพที่เหนื่อยจนมีคำกล่าวว่า เป็นกรรมกรในห้องอาหาร แต่ก็ทำให้คนมีความสุข  ก็เหมือนเราสร้างงานศิลปะชิ้นหนึ่งที่มอบให้คน  แล้วคนมีรอยยิ้มเพราะความสุขที่มาจากความอร่อยของอาหารที่เราเสริ์ฟ”

         “ซัยยิด”  SOUS CHEF มุสลิมเชื้อสายปานทานวัย 31 ปีคิดอยู่เสมอว่า เขาคิดถูกที่มาเป็นเชฟ เพราะไม่ต้องแข่งขันกับใคร การเป็นเชฟต้องแข่งขันกับตัวเอง ต้องมีวินัย ต้องซื่อสัตย์    สิ่งที่เขามุ่งมั่นก็คือ  การพัฒนาตนเองขึ้นไปเรื่อยๆจนกระทั่งให้ประสบความสำเร็จ  โดยต้องการเป็นแรงบัลดาลใจและเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเป็นเชฟ

  

     

      






อ่านต่อ