บ้านปูยุดดินแดนแห่งอัลอิสลาม ep. 1

 บ้านปูยุดดินแดนแห่งอัลอิสลาม     ep. 1 

   

เรียบเรียง โดย  ต่วนบูกอรี  โตะกูบาฮา  อิหม่ามมัสยิดปูยุด,โตะครูสถาบันปอเนาะ มัดรอซะห์ตะฮ์ฟิสอัลกุรอานปูยุด,

ที่ปรึกษาของคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี

ต่วนบูกอรี  โตะกูบาฮา

      หากจะกล่าวถึงประวัติศาสตร์ปูยุด จะต้องลำดับเหตุการณ์ของการตั้งเมืองปัตตานีเป็นสำคัญ ด้วยเหตุว่าครั้งหนึ่งเมือง ปูยุดได้ดำรงสถานะเป็นเมือง ของราชอาณาจักรมลายูปัตตานี แม้จะเป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ ภายใต้สงครามกลางเมือง ระหว่างราชวงศ์ก็ตาม

        ในสมัยของสุลต่านอิสมาเอลชาฮ์ (พญาอินทิรา) ได้มีการย้ายพระนครโกตามะห์ลิฆัย หรือ ลังกาสุกะ มาสร้างพระนครใหม่ขึ้นที่ บริเวณตำบลตันหยงลุโละ ตำบลบานา หมู่บ้านกรือเซะ ในท้องที่ อำเภอเมืองปัตตานีในปัจจุบัน  แล้วพระราชทานนามเมืองนี้ว่า "ปัตตานี ดารุสสลาม" (นครแห่งสันติ) เหตุที่ทรงย้ายพระนครในครั้งนั้น เนื่องมาจากทรงเปลี่ยนจากศาสนาพุทธมารับนับถือศาสนาอิสลาม โดยครองเมืองปัตตานีเป็นเวลา 45 ปี


          ต่อมาเมื่อ สุลต่านมาดฟาร์ชาฮ์  ราชบุตร ครองราชย์   ทรงทำนุบำรุงบ้านเมืองและการศาสนา โปรดให้สร้างมัสยิด ขึ้น เพื่อให้ราษฎรได้ใช้ปฏิบัติศาสนกิจทั่วพระนคร และโปรดให้เชิญผู้เชี่ยวชาญศาสนาอิสลามมาจากเมืองปาไซ  มาเป็นผู้บรรยายหลักธรรมแก่ข้าราชการในราชสำนัก เพื่อนำความรู้ออกไปเผยตามชนบท จนชาวเมืองโกตามะห์ลิฆัย (ลังกาสุกะ) ก็พากันยอมรับ นับถือศาสนาอิสลามตามไปด้วย

         เมื่อสุลต่านมาดฟาร์ชาฮ์สิ้นพระชนม์   พระราชอนุชาก็ได้รับการ สถาปนาขึ้นเป็นกษัตริย์เมืองปัตตานี รัชสมัยสุลต่านพระองค์นี้ ปัตตานีได้ประสพกับภาวะสงคราม โดยสุลต่านเมืองปาเล็มบังในเกาะสุมาตรา ยกกองทัพเรือมาปล้นเมืองปัตตานี 2 ครั้ง แต่ชาวเมืองปัตตานีก็สามารถปกป้องเมืองไว้ได้ ครั้นถึงปีพุทธศักราช 2101 สุลต่านมันดูร์ชาฮ์ก็สิ้นพระชนม์ รวมเวลาที่ปกครองเมืองปัตตานี อยู่เพียง 9 ปี 

           ก่อนที่พระองค์จะสิ้นพระชนม์ ได้ทรงมอบหมายให้มุขมนตรี เสนาบดี ให้แต่งตั้งสุลต่านปาเตะเซียม ราชโอรสของสุลต่านมาดฟาร์ชาฮ์ ขึ้นครองเมืองปัตตานี แต่เนื่องจากสุลต่านปาเตะเซียมมีพระชนมายุเพียง 9 พรรษา   ราชินีไอเซาะ พระมาตุจฉาเจ้า ซึ่งเป็นพระมเหสีหม้ายของสุลต่านเมืองสายที่สิ้นพระชนม์ไปแล้ว ได้รับหน้าที่เป็นผู้สำเร็จ ราชการแทนองค์ยุวกษัตริย์


      ราชินีไอเสาะไดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการอยู่ได้เพียง 1 ปี เกิดขัดแย้งกับบรรดาข้าราชการและพระบรมวงศานุวงศ์ ซึ่งมีรายามาบัง และรายาบิมา เป็นหัวหน้าสมคบกับทหารรักษาพระราชวังทำการขบถ ลักลอบ เข้าไปปลงพระชนม์สุลต่านปาเตะเซียมและเจ้าหญิงไอเสาะ

        สุลต่านบาฮ์โดร์ชาฮ์ ราชโอรสของสุลต่านมันดูชาฮ์ ได้รวบรวมทหารที่จงรักภักดี ทำการปราบปรามพวกขบถจนราบคาบ และได้ขึ้นครองเมืองปัตตานีสืบมาในปี พ.ศ.2101 ถึงปี พ.ศ.2135 พระองค์ไม่มีพระโอรส มีแต่พระธิดา 3 องค์ คือ เจ้าหญิงฮีเยา เจ้าหญิงบีรู เจ้าหญิงอูงู บรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ และมุขมนตรี จึงได้ประชุมปรึกษามีมติแต่งตั้งให้เจ้าหญิงฮียาขึ้นครองเมืองปัตตานี นับเป็นปฐมกษัตริย์ในราชวงศ์โกตามะห์ลิฆัย ที่มีพระราชินีเป็นผู้ปกครองพระนคร


     เจ้าหญิงฮีเยาสิ้นพระชนม์ลงในปี พ.ศ.2159 เจ้าหญิงบีรูพระขนิษฐาองค์รองได้รับการสถาปนาขึ้นดำรงตำแหน่งราชินีแห่งเมืองปัตตานี        ครั้นเจ้าหญิงบีรูสิ้นพระชนม์ลงใน พ.ศ. 2183 บรรดามุขมนตรีแห่งเมืองปัตตานีก็ได้ประชุมปรึกษา ลงมติ ยกเจ้าหญิงอูงูพระราชขนิษฐาองค์เล็ก ซึ่งเป็นมเหสีหม้ายของสุลต่านปาหัง ขึ้นปกครองเมืองปัตตานี

     ต่อมา สุลต่านเมืองยะโฮร์ ได้ส่งทูตมาสู่ขอเจ้าหญิงกูนิง ราชธิดาของพระนางอูงู ให้แก่ราชโอรส (ยังดี เปอรตู วันมูดอ) พิธีอภิเษกสมรสได้จัดขึ้น ณ เมืองปัตตานี ในท่ามกลางแขกเมืองใกล้เคียง และพ่อค้าวาณิชย์ ชาวต่างประเทศที่เข้ามาทำการค้าอยู่ในเมืองปัตตานีเป็นจำนวนมาก


           หลังจากการอภิเษกสมรสแล้ว ยังดี เปอร์ตูวันมุดอ (ยะโฮร์) ก็คงอยู่ช่วยเหลือราชการ อยู่ ณ เมืองปัตตานี ไปจนกระทั่งเจ้าหญิงอูงูสิ้นพระชนม์ลงในปี พ.ศ.2200 เจ้าหญิงกูนิงก็ได้รับการแต่งตั้ง ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งราชินีเมืองปัตตานี เป็นองค์สุดท้ายแห่งกษัตริย์ราชวงศ์โกตามะห์ลิฆัย

         ต่อมาในปี พ.ศ.2230 เจ้าหญิงกูนิงก็ได้สิ้นพระชนม์  และไม่มีผู้สืบเชื้อสายราชวงศ์ โกตามะห์ลิฆัย   มุขมนตรีเมืองปัตตานี ต่างก็มีมติยกอาลงบาตง บุตรบุญธรรมของเจ้าหญิงเป็นเจ้าเมืองปัตตานีคนต่อมา

       ประวัติศาสตร์เมืองปัตตานี กล่าวว่า หลังจากอาลงบาตงถึงแก่กรรมแล้ว  พระเจ้ากรุงสยาม ได้แต่งตั้งรายาบากา ชาวบ้านตาโละ (อำเภอ ยะหริ่ง) มาเป็นเจ้าเมืองปัตตานีอยู่ชั่วระยะหนึ่ง    ต่อมารายามัส จากเมืองกลันตัน ก็ได้รับการแต่งตั้งให้มาเป็นเจ้าเมืองปัตตานี มีธิดาชื่อมาสจายัน ได้ปกครองเมืองปัตตานีสืบต่อมา


        เมื่อนางมาสจายันถึงแก่กรรม มุขมนตรีเมืองจึงแต่งตั้งให้ลองยุนุส ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากอาลงบาตง เจ้าเมืองปัตตานีคนก่อนขึ้นเป็นเจ้าเมืองปัตตานี ลองยุนุสมีพี่น้องรวม 3 คน แต่ต่างมารดากัน คือ ระตูปกาลัน เจ้าเมืองสายบุรี ระตูปูยุด และอาลงตารับ ลองยุนุสได้สร้างมัสยิดขึ้นหลังหนึ่ง คือ มัสยิดร้างที่บ้านกรือเซะในปัจจุบัน บ้างก็เรียกมัสยิดนี้ว่า มัสยิดปิตูกรือบัน 

       ขณะที่กำลังสร้าง มัสยิดจวนจะเสร็จ ระตูปะกาลัน เจ้าเมืองสายผู้น้อง ได้ก่อการกบฏขึ้น   ลองยุนุสได้นำกองทัพไปปราบพวกกบฏและได้เสียชีวิตลง ด้วยเหตุนี้ มัสยิดปินตูกรือบันจึงถูกทอดทิ้ง มิได้มีการสร้างต่อเติม เนื่องจากนายช่างผู้สร้าง ก็ได้หายสาบสูญไปพร้อมกับสงครามกลางเมืองในคราวนั้น


        หลังจากสุลต่านลองยุนุสถึงแก่กรรม   ประวัติเมืองปัตตานีกล่าวต่อไปว่า "บ้านเมืองไม่มีความปกติสุข เกิดการตีชิง ปล้นสะดมกันมิขาด" ผู้ที่ได้รับตำแหน่งเจ้าเมืองคนต่อมา คือระตูจาระกัน และระตูปุยุดเป็นคนถัดมา ในสมัยที่ระตูปุยุดเป็นเจ้าเมืองปัตตานี ประวัติเมืองปัตตานีว่า ได้ย้ายที่ตั้งเมืองปัตตานีไปตั้งอยู่ ณ บ้านปุยุดชั่วระยะหนึ่ง ปัจจุบันยังคงมีซากกำแพงดิน และไม้ไผ่ปลูกไว้บนเนิน เป็นค่ายคูเมืองปรากฏอยู่

       เมื่อระตูปุยุดถึงแก่กรรมลง ชาวบ้านดูวา (อยู่ในเขตท้องที่อำเภอมายอ) ได้สถาปนาตนขึ้นเป็นสุลต่าน มีนามว่าสุลต่านอาหะหมัดขึ้นครองเมืองปัตตานี เช่นเดียวกับเมืองนครศรีธรรมราช ปลัดเมือง (หนู) ก็ได้ตั้งตนเป็นเจ้าผู้ครองนครฯ ทั้งนี้เพราะกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า ไร้กษัตริย์ปกครอง หัวเมืองต่างๆ ในปักษ์ใต้พากันตั้งตนเป็นอิสระหมด

       โดยสรุปแล้ว ตำบลปุยุด จึงมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในฐานะเมืองหลวงของอาณาจักรปัตตานี มีชื่อตามพระนามของเจ้าผู้ครองเมืองคือ “ระตูปุยุด” ไว้เป็นอนุสรณ์มาตราบเท่าทุกวันนี้ และมีลูกหลานที่สืบเชื้อสายเจ้า ซึ่งจะใช้คำนำหน้าชื่อว่า ซาเฮด หรือไซยิด ต่วน กู นิ เจ๊ะ แว ตามลำดับ ปัจจุบันมีมัสยิดปูยุดเป็นศุนย์รวมจิตใจของคนในพื้นที่


ข้อมูลประกอบจากhttp://pooyudpattani.blogspot.com/เมืองชายแดนใต้"ตำบลปูยุด ปัตตานี"

**********************************************************************************





อ่านต่อ