กว่า 1400 ปี มาแล้วที่อัลกุรอาน สอนเราให้ดูแลผิวพรรณ

โดยทั่วไปแล้วผิวหนังของมนุษย์ประกอบด้วยหนังกำพร้า(ผิวหนังชั้นนอก)และหนังแท้(ผิวหนังชั้นใน)

ชั้นหนังกำพร้า ก็คือ เนื้อเยื่อชั้นนอกสุดของผิวหนังทำหน้าที่ช่วยปกป้องผิวเราจากสารพิษ,แบคทีเรีย และการสูญเสียของน้ำ เป็นชั้นที่ไม่มีหลอดเลือดและจะมีความเกี่ยวข้องกับการปริมาณของเลือดในชั้นหนังแท้

ที่ชั้นผิวหนังแท้ของมนุษย์ อัลลอฮฺได้สร้างต่อมชนิดหนึ่งรู้จักกันในชื่อของต่อมไขมัน ซึ่งจะทำหน้าที่ผลิตไขมันตามช่วงเวลา ตามหลักทางวิทยาศาสตร์แล้วได้บอกว่าชั้นไขมันเหล่านี้ทำหน้าที่ปกป้องผิวและเส้นผมจากการดูดซับของน้ำ นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันไม่ให้ผิวและผมแห้ง,เหี่ยวย่น,หรือมีรอยแตก แน่อนว่าอัลลอฮฺคือผู้ทรงสร้างที่ดีที่สุด


เซลล์ผิวหนังที่ตายไปแล้วจะหลุดออกมาปนกับเหงื่อและฝุ่นละอองเป็นขี้ไคลบนชั้นผิวหนังกำพร้า และร่างกายของเราก็จะผลิตเซลล์ขึ้นมาใหม่กระบวนการนี้จะเกิดขึ้นหมุนเวียนกันไปตามปกติเมื่อเซลล์เก่าหลุดออกไป เซลล์ใหม่ก็จะเจริญขึ้นมาแทนที่ แต่ก็อาจจะมีเซลล์ที่ตายไปแล้วบางส่วนเท่านั้นที่ไม่ได้หลุดออกจากชั้นผิวหนังของเรา

เซลล์ที่ตายไปแล้วจะถูกสะสมไปพร้อมๆกับชั้นไขมัน แบคทีเรีย และฝุ่นละออง บนชั้นผิวหนัง  ทำให้ชั้นผิวหนังของเราสกปรก แบคทีเรียเจริญเจริญเติบโตได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตูหลักที่ทำให้เรามีกลิ่นตัวที่ไม่ค่อยดีนัก นี่ก็คือกระบวนการที่เกิดขึ้นบนชั้นผิวหนังของมนุษย์เราในแต่ละวัน


หมั่นทำความสะอาด หากปล่อยไว้คงไม่ดีสักเท่าไหร่ เพราะจะนำพาไปสู่ การติดเชื้อของผิวหนัง เช่น สิว กระ หรืออาจจะขั้นร้ายแรงถึงมะเร็งเลยก็เป็นได้ บรรดานักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าเฉพาะบนหน้าของคนเพียงอย่างเดียวมีแบคทีเรียถึง500 ล้านตัว


"ผู้ศรัทธาทั้งหลาย! เมื่อพวกเจ้ายืนขึ้นจะไปละหมาด ก็จงล้างหน้าของพวกเจ้า และมือของพวกเจ้าถึงข้อศอก และจงลูบศีรษะของพวกเจ้า และล้างเท้าของพวกเจ้าถึงตาตุ่มทั้งสอง และหากพวกเจ้ามีญะนาบะฮฺ ก็จงชำระร่างกายให้สะอาด" (อัล-มาอิดะฮฺ: 6)

อายะฮฺนี้ได้เป็นคำสั่งจากอัลลอฮฺ(ซ.บ) เพื่อให้คนอิสลามได้ทำการอาบน้ำละหมาดก่อนที่จะทำการละหมาด การที่จะทำการอาบน้ำละหมาดนั้นจะต้องต้องเป็นน้ำที่สะอาด ส่วนที่หลักๆของร่างกายที่จำเป็นที่จะต้องสะอาดก็คือส่วนของใบหน้า มือ ศีรษะ และขา

รายงานโดย อัมราน (ร.ล) มีความว่า

"ซัยดินา อุสมาน บิน อัฟฟาน (ร.ล) ได้ขอน้ำเพื่อทำการอาบน้ำละหมาด ในขณะนั้นเขาก็ได้ล้างมือทั้งสองข้างมากถึง 3 ครั้ง หลังจากนั้นเขาก็ได้ทำการบ้วนปากพร้อมกับสูดน้ำเข้าจมูกและสั่งออก หลังจากนั้นก็ล้างใบหน้าให้ทั่วทั้งใบหน้ามากถึง 3 ครั้ง และล้างมือข้างขวาตลอดจนถึงข้อศอกมากถึง 3 ครั้ง และทำการล้างมือข้างซ้ายต่อซึ่งทำเช่นเดียวกันกับที่ทำข้างขวา หลังจากนั้นก็ต่อด้วยการล้างศีรษะ และล้างเท้าข้างขวาตลอดถึงข้อเท้ามากถึง 3 ครั้ง และต่อด้วยข้างซ้ายซึ่งทำในลักษณะเช่นเดียวกัน" 

ในขณะที่กำลังล้างเท้าข้างขวาซัยดีนาอุสมาน (ร.ล) ได้กล่าวขึ้นมาว่า 

"ฉันได้เห็นท่านรอซุลรุลลอฮฺ(ซ.ล) ทำการอาบน้ำละหมาดวิธีการเหมือนที่ฉันทำการอาบน้ำละหมาด ฉันได้ยินท่านรอซุลรุลลอฮฺ(ซ.ล)กล่าวว่า ใครก็ตามที่ทำการอาบน้ำละหมาดเหมือนวิธีการที่ฉันทำการอาบน้ำละหมาดและหลังจากนั้นพวกเขาได้ยืนขึ้นเพื่อทำการละหมาด 2 รอกาอัตและไม่ได้กล่าวถ้อยคำใดๆในขณะที่ทำการอาบน้ำละหมาดและในขณะที่ทำการละหมาด อัลลอฮฺจะทรงล้างบาปที่ผ่านมาของเขา"

ระหว่างร่างกายที่ซูนัตที่เราต้องทำความสะอาดก็คือ ใบหู ซึ่งได้ถูกบันทึกในฮะดิษรายงานโดย อิบนู อับบาส ได้กล่าวว่า "รอซุลรุลลอฮฺ(ซ.ล)ได้ล้างศีรษะด้วยน้ำและล้างใบหูทั้งสองข้างโดยล้างทั่วถึงทั้งด้านในและด้านนอก"

การทำความสะอาดร่างกายส่วนที่เหลือจากส่วนที่ทำการอาบน้ำละหมาดนั้นก็ถือว่าเป็นซุนัตเช่นดียวกัน อาบูฮูรัยรอฮฺ(ร.ล) ได้เล่าว่า ท่านรอซุลรุลลอฮฺ(ซ.ล)ได้กล่าวว่า "คุณจะเป็นคนที่มีรัศมี ใบหน้า มือ และขาของคุณในวันแห่งการฟื้นคืนชีพเนื่องจากได้ทำการอาบน้ำละหมาดด้วยวิธีที่ดีและถูกต้อง ถ้าหากใครในกลุ่มของพวกคุณได้ทำความสะอาดส่วนที่เหลือจากหน้า, มือ, และขา พวกเขาจะต้องทำเช่นนั้นจริงๆ"

ในกีตาบอัลอุมฺ  อีหม่ามซาฟีอียฺ ได้ให้ความชัดเจนว่า เขามีความสุขถ้าหากว่าใครคนใดคนหนึ่งนั้น ทำการอาบน้ำละหมาดที่ใบหน้า มือ และขามากถึง 3 ครั้งและทำความสะอาดที่ศีรษะ 3 ครั้ง ทั่วทั้งศีรษะของเขา 

ทั้งหมดนี้คือ"กระบวนการทำความสะอาดผิวพรรณ" ที่ได้ปฏิบัติกันทุกครั้งก่อนทำการละหมาด 5 เวลา หากแต่ทุกขั้นตอนจะถูกทำซ้ำ 3 ครั้ง นั้นก็หมายความว่าเราทำการอาบน้ำละหมาดมากถึง 15 ครั้งในต่ละวัน แต่ถ้าเราเพิ่มด้วยละหมาดซูนัตดุฮาและละหมาดซูนัตวีติร จำนวนทั้งหมดก็จะเป็น 21 ครั้ง

นอกจากนั้น ซูนัตของแต่ละคนทำการถูขณะทำความสะอาดในส่วนที่ทำการอาบน้ำละหมาด เพราะนี่คือหนึ่งในฮะดิษที่รายงานโดย อับดุลเลาะ บิน ซายอีด(ร.ล) ในขณะที่รอซุลรุลลอฮฺ(ซ.ล)ได้ทำการอาบน้ำละหมาด ก็ได้พูดขึ้นมาว่า “ทำแบบนี้แหล่ะ” จากนั้นเขาก็ได้ถูทำความสะอาดในส่วนนั้น 

การถูทำความสะอาดนั้น ถูกกำหนดไว้ในการทำการอาบน้ำละหมาด กิจกรรมที่กดและการถูสามารถไปกระตุ้นจุดสำคัญ หรือเรียกกระบวนการนี้ว่า “Biologically Active Spots” ที่พบในส่วนของร่างกายที่ต้องอาบน้ำละหมาด ในส่วนนี้นี่เอง ของแรงกดตรงจุดๆนั้นจะช่วยไปกระตุ้นเส้นประสาทและให้พลังงานใหม่และความสดชื่นกับร่างกายของส่วนอื่น อาทิเช่น ตรงส่วนของ ลำไส้ใหญ่ กระเพาะปัสสาวะ ระบบสืบพันธุ์และอื่นๆ

ดังนั้น เราจำเป็นต้องศึกษาวิธีการอาบน้ำละหมาดที่ถูกต้อง การอาบน้ำละหมาดที่ถูกต้องไม่ใช่แค่ยืนยันความสะอาดเท่านั้น แต่ยังยืนยันถึงเรื่องของสุขภาพ  ในด้านของจิตใจ การอาบน้ำละหมาดที่ถูกต้องนั้น สามารถชำระล้างบาปได้ ในฮะดิษเล่มหนึ่งได้ระบุว่า รอซุลรุลลอฮฺ(ซ.ล) ได้เล่าว่า เมื่อมุสลิมในขณะที่ทำการอาบน้ำละหมาดนั้น บาปของเราจะถูกชะล้างไปกับน้ำที่ไหลออกมา  


ที่มา: didakwah.blogspot.co.id

แปลเเละเรียบเรียงโดย Awatih/Beritamuslim



อ่านต่อ







**นโยบายการเผยแพร่ซ้ำ

บทความดังกล่าวนี้ เป็นผลงานแปล และเรียบเรียง โดย Beritamuslimmag.com ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ อนุญาตให้เผยแพร่บทความซ้ำ ซึ่งประกอบด้วยหัวข้อบทความ และ URL ลิงค์กลับสู่ต้นฉบับที่ปรากฏบนเว็บไซต์ www.beritamuslimmag.com ไม่อนุญาตให้ทำการดัดแปลง แก้ไข ทำซ้ำ และเรียบเรียงใหม่ หรือไม่ว่าจะกระทำการอันใดที่ผิดไปจากต้นฉบับ หากบุคคลใดหรือนิติบุคคลใดคัดลอก ทำซ้ำ แก้ไขเปลี่ยนแปลง ดัดแปลง ตีพิมพ์ เผยแพร่ Beritamuslimmag สงวนสิทธิที่จะดำเนินกระบวนการตามกฎหมายต่อผู้กระทำผิดขั้นสูงสุดตามที่กฎหมายที่ใช้บังคับบัญญัติไว้โดยทันที