โครงการ “รอมฎอนนี้เพื่อพี่น้อง ปีที่ 2

    ท่ามกลางวิกฤติผู้ลี้ภัยที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกทำให้จำนวนผู้ลี้ภัยสูงถึง 68.5 ล้านคน ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 รวมถึงวิกฤติผู้ลี้ภัยครั้งใหม่ เช่น สงครามในซีเรีย หรือชาวโรฮิงญาที่ลี้ภัยไปยังประเทศบังคลาเทศ ซึ่งทำให้พี่น้องชาวมุสลิมเป็นจำนวนมากไม่มีโอกาสได้เฉลิมฉลองเดือนแห่งความศักดิ์สิทธิ์ในประเทศของตน สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ UNHCR ร่วมกับสำนักจุฬาราชมนตรี และสภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี จึงได้ริเริ่มโครงการ “รอมฎอนนี้เพื่อพี่น้อง” ในประเทศไทย ส่งต่อความช่วยเหลือถึงผู้ลี้ภัยในเดือนแห่งความศักดิ์สิทธิ์ช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาในปี 2561 ที่ผ่านมา และได้รับความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วนอย่างดียิ่ง

    โครงการในปีที่ มีการขยายส่วนร่วมของชาวไทยมุสลิมทั่วประเทศ จากการร่วมบริจาคเงินในเดือนรอมฎอนเท่านั้น ไปยังการบริจาคซะกาตหรือทานประจำปี ซึ่งเป็นระบบการให้ความช่วยเหลือทางสังคมที่ถูกบัญญัติขึ้นตามหลักศาสนาอิสลามเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ตกอยู่ในความทุกข์ยาก และUNHCR ได้รับรองจาก นักวิชาการศาสนา (นักฟัตวา) จากประเทศซาอุดีอาระเบีย อียิปต์ เยเมน และโมร็อกโก และมูลนิธิทาบาห์องค์กรชั้นนำทางศาสนาระดับโลกอีกด้วย

    "รอมฏอน เป็นช่วงเวลาที่ชาวมุสลิมได้บททวนถึงความยากลำบากที่เกิดขึ้นในโลก เป็นโอกาสในการแบ่งปันให้แก่คนด้อยโอกาส ยากจน และเปราะบาง" ดร. วิสุทธ์์ บิลล่าเต๊ะ ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานสำนักงานสำนักจุฬาราชมนตรี ประจำภาคใต้กล่าว ซึ่งผู้ลี้ภัยเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติ 4ใน 8 ประการ ของผู้มีสิทธิ์ได้รับซะกาตตรงตามที่บัญญัติไว้ในอัลกุรอานบทที่ 9 โองการที่ 60 ซึ่งผู้ให้ทานจะเกิดความสุขใจสูงสุด"

    และเงินบริจาคซะกาตตลอดทั้งปีจะถูกนำไปช่วยเหลือผู้ลี้ภัยที่ตรงตามคุณสมบัติที่ควรได้รับซะกาตในประเทศเลบานอน จอร์แดน มอริเตเนีย อิรัก และเยเมน โดยซะกาตที่ UNHCR ได้รับทั้งหมด จะได้รับการดูแลและตรวจสอบอย่างเข้มงวด เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในทุกขั้นตอนตั้งแต่การบริจาคจนถึงการให้

 
















อ่านต่อ