ระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ เสริมความเสถียรระบบไฟฟ้า

ระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ เสริมความเสถียรระบบไฟฟ้า

นับตั้งแต่พลังงานทดแทนก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้าด้วยภาพลักษณ์เทคโนโลยีสะอาด และถูกนำมาใช้ในการผลิตไฟฟ้ามากขึ้น แต่มีข้อจำกัดที่ต้องคำนึงถึงคือ เสถียรภาพของระบบ เนื่องจากแหล่งพลังงานทดแทนส่วนใหญ่มาจากธรรมชาติ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ที่ทำให้ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าและจ่ายไฟฟ้าได้สม่ำเสมอ

กฟผ. ในฐานะผู้รับผิดชอบดูแลความมั่งคงทางด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทย จึงได้นำ “ระบบกักเก็บพลังงาน” มาใช้ในโครงการปรับปรุงและแก้ปัญหาระบบส่งไฟฟ้าด้วยการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) เพื่อสร้างความเสถียรให้แก่ระบบ โดยกำลังดำเนินการติดตั้งที่สถานีไฟฟ้าแรงสูง 115 กิโลโวลต์ บำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ และที่สถานีไฟฟ้าแรงสูง 115 กิโลโวลต์ ชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี โดยมีขนาดติดตั้ง 16 และ 21 เมกะวัตต์ชั่วโมง (MWh) ตามลำดับ เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานทดแทนมากแห่งหนึ่งของประเทศไทย

จุดเด่นของระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ ได้แก่ 1) ทำให้พลังงานทดแทนมีความมั่นคงเพิ่มขึ้น สามารถพร้อมจ่ายไฟได้อย่างต่อเนื่องเมื่อมีเหตุที่ทำให้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนหยุดชะงักชั่วคราว ไม่ว่าจะเป็นลมไม่พัด หรือเมฆบดบังดวงอาทิตย์ 2) เป็นแหล่งพลังงานสำรอง กักเก็บพลังงานไฟฟ้าจากระบบและใช้งานในเวลากลางคืนชดเชยพลังงานเซลล์แสงอาทิตย์ที่ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้  3) ควบคุมระบบไฟฟ้าให้มีความเสถียร รองรับความผันผวนของระบบไฟฟ้าโดยใช้งานพลังงานจากแบตเตอรี่รักษาแรงดันและความถี่ไฟฟ้าของระบบให้มีความเสถียร และ 4) จัดการความแออัดของโครงข่ายไฟฟ้า โดยอาศัยพลังงานจากแบตเตอรี่เสริมเข้าสู่ระบบแทนการส่งไฟฟ้าจากระยะทางไกล ในกรณีที่พื้นที่ดังกล่าวมีความต้องการไฟฟ้าสูงบางช่วงเวลา 

ทั้งนี้ระบบกักเก็บพลังงานดังกล่าวจะใช้แบตเตอรี่ชนิดลิเธียมไอออน เพราะมีความเหมาะสมในเรื่องพื้นที่ที่ใช้ติดตั้ง สามารถจัดเก็บและปล่อยพลังงานไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว มีความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับอายุการใช้งาน นอกจากนี้ยังสามารถทำการเคลื่อนย้ายไปติดตั้งใช้งานที่อื่นได้อีกด้วย

สำหรับโครงการปรับปรุงและแก้ปัญหาระบบส่งไฟฟ้าด้วยการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการออกแบบและก่อสร้าง มีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2563 โดยเมื่อแล้วเสร็จจะช่วยเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นับเป็นการเตรียมความของ กฟผ. รองรับการเจริญเติบโตของพลังงานหมุนเวียนควบคู่ไปกับภารกิจสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ


อ่านต่อ