ผจญภัยเมืองกรุง ณ “เสาชิงช้า”

ด้วยความที่อยากจะหาสถานที่ถ่ายภาพสวยๆ ออกแนววินเทจหน่อยๆ ก็ตกลงกับบอสผู้ใจดีของผมว่าไป slow life ที่ช่างชุ่ย แต่แล้วเมื่อผมไปถึงยังจุดหมายปรากฏว่า วันจันทร์ช่างชุ่ยปิด อ้าวจะทำยังไงดี !!!!  ก็เลยขับมอเตอร์ไซด์คู่ชีวิตขี่ไปเรื่อยๆ ตามทางถนนราชดำเนินกลาง เลี้ยวซ้ายเข้าถนนดินสอ เผอิญเจอกับเสาคู่สีแดง ตั้งตระหง่านอยู่ตรงข้ามกับศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร.


ในใจคิดว่าเสาสีแดงนี้น่าจะเป็นสัญลักษณ์อะไรสักอย่างของกรุงเทพ ด้วยความสงสัยก็เลยเดินเข้าไปใกล้ๆ อ่านประวัติความเป็นมาที่ติดอยู่ด้านหน้าของเสา อ้อ.....เมื่อก่อนเสาสีแดงหรือชื่อที่เขาเรียกกันว่า “เสาชิงช้า” เคยใช้ประกอบพิธีตรียัมปวาย หรือพิธีโล้ชิงช้าในศาสนาพราหมณ์ การแสดงการละเล่นอันสนุกสนานเพื่อถวายต่อองค์พระอิศวร โดยเป็นการสรรเสริญบูชาคุณของพระองค์เนื่องในวาระที่เสด็จมาเยี่ยมโลกมนุษย์ปีละครั้ง และ ต่อมาพระราชพิธีนี้ได้ถูกยกเลิกในสมัยรัชกาลที่ 7 เมื่อปี พ.ศ. 2478

เสาชิงช้ามีความสูงจากฐานถึงยอดลายกระจังประมาณ 21 เมตร เสาชิงช้าแกนกลางคู่และเสาตะเกียบ 2 คู่ เป็นเสาหัวเม็ดล้วนทำด้วยไม้สักกลึงกลม กระจังและหูข้างไม้สักจำหลักลวดลายใบเทศดอกพุดตาน ติดสายล่อฟ้าจากลวดลายกระจังด้านบนลงดิน แกะสลักอย่างสวยงาม ทั้งหมดทาสีแดงชาด ตั้งอยู่บนแท่นหินขนาดใหญ่ แต่เดิมอยู่ตรงหน้าเทวสถานโบสถ์พราหมณ์และย้ายมาตั้งอยู่ ณ ที่ปัจจุบันซึ่งห่างกันไม่กี่สิบเมตร ต่อมาก็มีการซ่อมบูรณะกันเรื่อยมา 


หลังจากที่ได้เซลฟี่กับเสาชิงช้าเป็นอันเรียบร้อย ท้องเริ่มออกอาการ ก็เลยต้องหาอะไรมาระงับความอยากอาหาร สักหน่อย ขับไปเรื่อยเจอกับร้านอาอีซะฮ์ รสดี ซึ่งตั้งอยู่บนถนน ตานี ห่างจากเสาชิงช้าประมาณ 1 กม.กว่าๆ มีทั้งข้าวหมก ซุปหางวัว เนื้อสะเต๊ะ สลัดแขก และอื่นๆ อีกมากมาย ผมนี้ไม่รอช้า.......จัดไป ท้องแทบแน่นเลยทีเดียว 

เมื่อท้องอิ่มก็รู้สึกว่ามีพละกำลังทันที ก็เลยเดินไปเรื่อยๆ ประมาณ 200 ม. เจอกับมัสยิดบ้านตึกดิน ที่นี้มีเรื่องเล่าครับ มัสยิดตึกดิน เมื่อก่อนคนส่วนใหญ่เป็นมุสลิมที่ย้ายมาจากปัตตานี ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 แต่เมื่อปี พ.ศ.2524 เกิดไฟไหม้ บ้านเรือนในละแวกนี้ถูกไฟไหม้เกือบหมด จึงพากันแยกย้ายไปหาที่อยู่ใหม่ ส่วนใหญ่นิยมไปอยู่แถบบางกะปิ เพราะมีพี่น้องชาวมุสลิมอาศัยอยู่ก่อนแล้ว บางส่วนก็ย้ายไปอยู่แถวตลิ่งชันก่อน เมื่อสร้างบ้านใหม่แล้วก็ย้ายกลับมาอยู่ที่ชุมชนมัสยิดบ้านตึกดินหลายครอบครัว   


ในอดีตชุมชนนี้ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำทอง สืบเนื่องจากในสมัยก่อนที่มีการทำทองอยู่เรียกว่า “บ้านช่างทอง” ทำทองรูปพรรณและทองคำเปลว ชาวบ้านจะรับงานจากร้านทองมาทำที่บ้าน แต่การทำทองนั้นมีความยากลำบาก และเป็นงานที่ละเอียดประณีต และเมื่อกาลเวลาผ่านไป คนที่ทำทองรุ่นก่อนค่อยๆ เลิกทำกัน ลูกหลานที่ได้เรียนหนังสือมีความรู้มักประกอบอาชีพรับราชการ ทำงานบริษัท ไม่รับมรดกตกทอดความรู้เรื่องนี้ จึงทำให้อาชีพทำทองในย่านนี้ลดน้อยลง 


หลังจากแวะมัสยิดเป็นที่เรียบร้อย และเวลาก็ใกล้ค่ำแล้ว ผมไม่อาจที่จะไป slow ต่อได้ ดังนั้นฉบับนี้ขอเพียงเท่านี้ก่อนนะครับ ฉบับหน้าจะไปที่ไหน อย่าลืมติดตามอ่านได้นะครับ 


อ่านต่อ