Mariya ....Is Truly Asean

ในแวดวงมุสลิมรู้จักและเรียกขานมุสลิมะฮ์คนนี้ว่า “มารียะห์” แต่สำหรับสังคมไทยหรือสังคมนานาชาติเธอคือ “สุพัตรา” ผู้ซึ่งมีเอกลักษณ์ของความเป็นชาวไทยมุสลิมที่มีความเป็นสากลสูง  มีประสบการณ์ทำงานแบบมืออาชีพ มีทักษะการใช้ภาษาอังกฤษทั้งการพูดและ การเขียนที่ยอดเยี่ยมจากการทำงานร่วมกับชาวต่างชาติมานานกว่า 30 ปี

แม้ว่าชาวไทยมุสลิมจะมีจำนวนหนึ่งในประเทศ  แต่นับได้ว่าเป็นกลุ่มประชากรที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ศาสนา เพราะไทยตั้งอยู่ใจกลางภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  มีพรมแดนติดกับมาเลเซียโอบล้อมด้วยคาบสมุทรมลายูเป็นแนวขนานกับอินโดนีเซีย ซึ่งเชื่อมต่อสัมพันธภาพด้านวัฒนธรรมที่หลากหลายมาเป็นเวลานานหลายศตวรรษและเรียกขานว่า ASEAN ในปัจจุบัน

หลายๆ องค์กรในระดับนานาชาติมองว่า “มารียะห์” เป็นเสมือนตัวแทนภาพสะท้อนของการบรรจบกันระหว่างอารย-ธรรมที่หลากหลายทั้งความเชื่อ ความศรัทธา เชื้อชาติ ประวัติศาสตร์และแนวคิดที่มีกลิ่นไอจากจากภาคพื้นที่มีวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์  ด้วยบุคลิกภาพและวีถีการดำรงชีวิตเธอจึงถูกมองว่าเป็นตัวแทนชาว “ASEAN” อย่างแท้จริงและสามารถปรับตัวได้ดีในหลากหลายบริบทวัฒนธรรม

“มารียะห์” เกิดและเติบโตในชุมชนมุสลิมบ้านครัวที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน  ครอบครัวของเธอเป็นครอบครัวใหญ่ มีพี่น้องร่วมกัน 10 คน โดยคุณพ่อ “อันวัร ฮูเซ็น”  ที่มีเชื้อสายอินเดียและคุณแม่ที่มีเชื้อสายอินโดนีเซีย ไทย จีน เลี้ยงดูครอบครัว  เธอจึงมีสายสัมพันธ์ที่ดีเยี่ยมกับทั้งไทยพุทธ/มุสลิม และมุสลิมมาเลเซีย เธอยังเป็นหลานสาวของฮัจยียูซุฟ ราวา (Yusuf Rawa) ผู้ก่อตั้งพรรค PAS ที่คนมาเลเซียเคารพนับถือแม้จะเสียชีวิตไปแล้ว

นอกจากฐานะผู้นำครอบครัวแล้วคุณพ่อของเธอ ยังเป็นนักการศาสนา นักธุรกิจและนักสังคมสงเคราะห์ ที่บ่มเพาะลูกๆทั้ง 10 คนในตะกูล “ขัตติยะอารี” สามารถดำรงตนอยู่ในสังคมได้อย่างสง่างามและช่วยเหลือสังคมมาโดยตลอด ส่วนเธอเองนั้นหลังจบสาขาจิตวิทยาและสังคมวิทยา จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาตร์ ได้ไปศึกษาต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาและได้รับเกียรตินิยม สาขาธุรกิจและการบริหารรัฐกิจ(MASTER OF BUSINESS AND PUBLIC ADMINISTRATION)

ที่สหรัฐอเมริกา เธอมีโอกาสฝึกงานกับสถานีโทรทัศน์ 2 แห่งในรัฐเวอร์จีเนียซึ่งเป็นสถานีเพื่อบริการชุมชนและสถานีโทรทัศน์ PBS (PUBLIC BROADCASTING SERVICE) สถานีโทรทัศน์สาธารณะเพื่อการศึกษาและสังคมระดับประเทศ และได้นำรายการเพื่อการศึกษาของสหรัฐฯ มาเผยแพร่ทางช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ ประมาณ พ.ศ. 2535

เมื่อกลับประเทศไทยเธอผ่านการทำงานที่หลากหลาย เริ่มจากธนาคารเพื่อการค้าและการเครดิตนานาชาติ ซึ่งมีผู้ถือหุ้นเป็นชาวอาหรับ(BANK OF CREDIT AND COMMERCE INTERNATIONAL)- BCCI ในแผนกธุรกิจใหม่ซึ่งต้องทำงานโดยตรงกับ รมว.พาณิชย์ นายโกศล ไกรฤกษ์ ซึ่งเธอเองมีส่วนสำคัญผลักดันให้รัฐบาลไทยขายและส่งออกข้าวไปในเอเชียใต้และอัฟริกา

ช่วงปีพ.ศ.2535 เธอได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนของสถาบันพัฒนาการกิจการวิทยุโทรทัศน์แห่งเอเชีย (ASIA-PACIFIC INSTITUTE OF BROADCASTING DEVELOPMENT)-AIBD ของมาเลเซียประจำประเทศไทย  ไม่นานนักสถานนีโทรทัศน์ BBC ก็ชักชวนให้เธอไปทำหน้าที่ผู้แทนทางการตลาดเพื่อส่งเสริมรายการ เวลา 3 ปี ที่นี่เธอทำให้คนรู้จัก BBC และทำให้รายการมีคุณภาพมากขึ้น

ภาพที่เห็นคุณพ่อ คุณแม่ ทำการกุศลและช่วยเหลือสังคมมาตลอดในวัยเด็ก เป็นภาพแห่งความทรงจำและซึมซับจนทำให้เธอใฝ่ฝันทำงานด้านมนุษยธรรมและในที่สุดเธอก็ทำในสิ่งที่ต้องการ  ดังนั้นในช่วงระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา เธอจึงอุทิศเวลาทำงานในฐานะผู้แทนมูลนิธิ เอฟ เอ็กซ์ บี (ASSOCIATION  FRANCOIS  XAVIER BAGNOUD FOUNDATION) – AFXB องค์กรของพัฒนาภาคเอกชน สวิตเซอร์แลนด์ ประจำประเทศไทย

มูลนิธิดังกล่าวมีประธานผู้ก่อตั้งเป็นเคาน์เตส ชาวฝรั่งเศส   พระญาติราชวงศ์มอนาโค วัตถุประสงค์หลักเพื่อช่วยเหลือเด็กกำพร้า  เด็กที่อยู่ในภาวะลำบาก ถูกกดขี่ เผชิญกับการทารุณกรรม ความรุนแรงและการคุกคามของโรคร้าย  รวมไปถึงการทำงานเพื่อเรียกร้องสิทธิให้เด็กได้รับควาเป็นธรรมในสังคม ได้รับความคุ้มครองและมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์  โดยมีขอบเขตการทำงานในหลายประเทศ รวมทั้งพม่า จีน อินเดีย ยุโรป อเมริการใต้และอัฟริกา

“ชีวิตของดิฉันเต็มไปด้วยการทำงานลงพื้นที่โดยครอบคลุมทุกภาคของประเทศไทย  ได้นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาประยุกต์ใช้ให้ชาวบ้านมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น รวมถึงโครงการช่วยเหลือเด็กที่ได้รับผลกระทบจากโรคเอดส์และโครงการช่วยฟื้นฟูเด็กที่เป็นเหยื่อจากคลื่นสึนามิ”

“ขณะเดียวกันยังต้องเดินทางไปดูงานในประเทศต่างๆ เช่น รวันดา อูกันดา อัฟริกาใต้ พม่า อินเดีย  รวมถึงการประชุมสัมมนา ถ่ายทอดประสบการณ์  วิทยาการรับเชิญ พูดคุย แลกเปลี่ยนแนวคิดและการแก้ไขปัญหาความยากจน ความอยุติธรรมในเวทีต่างๆทั้งในเอเซีย ยุโรป อเมริการเหนือ และยังเคยได้รับเชิญให้เข้าร่วมสัมมนา FORUM OF THE POOR จาก Dr.Raul Castro น้องชายอดีตประธานาธิบดี Fidel Castro แห่งคิวบา”

การทำงานในฐานะ NGO ทำให้เธอร่วมงานใกล้ชิดกับบุคคลชั้นนำระดับโลกเช่น Kailash Satyarthi นักต่อสู้เพื่อสิทธิเด็กชาวอินเดีย เจ้าของรางวัล Nobel Peace Prize , Marina Mahathir นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนบุตรสาว TUN Mahathir Mohamad นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของมาเลเซีย รวมทั้งทำงานร่วมกับอดีตรัฐมนตรีหลายท่านในประเทศไทยเช่น นายมีชัย  วีระไวทยะ, ดร.สายสุรี จุติกุล , นางปวีณา หงสกุล

ผู้หญิงทำงานอย่างเธอยังทำงานพิเศษเพื่อสังคมมุสลิมร่วมกับหลายองค์กร อาทิ ที่ปรึกษาฝ่ายต่างประเทศมูลนิธิแม่บ้านไทยมุสลิม ที่มีฮัจยะห์ดารา ขัตติยะอารี(พี่สาว) เป็นผู้ก่อตั้ง ที่ทำงานเพื่อส่งเสริมการศึกษาและช่วยเหลือเด็กที่ด้อยโอกาสมานานกว่า 23  ปี  ทั้งยังเป็นบรรณาธิการกิตติมศักดิ์ของกลุ่มหนังสือ B.Muslim Group ที่มีสื่อออนไลน์และหนังสือในเครือ  อาทิ ข่าวสารมุสลิม,  Berita Muslim Life, Makan  ที่รู้จักอย่างดีในวงการสื่อมุสลิม

ในช่วงท้ายว่าเธอกล้าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า เธอเดินทางตามแนวทางท่านนบีมูฮัมหมัด (ซ.ล.) เพื่อช่วยเหลือโอบอุ้มเด็กกำพร้าและยากไร้  ให้มีโอกาสที่ดีในชีวิต  เป็นการทำงานที่ไม่เคยหวังลาภ ยศหรือการสรรเสริญใดๆ  เพียงขอพรจากพระผู้เป็นเจ้าให้ประทานสุขภาพที่แข็งแรง  สามารถใช้หัวใจ สมองและสองมือได้ช่วยเหลือผู้คนต่อไป

อ่านต่อ